ลักษณะทางพันธุกรรมของยีนที่เกี่ยวข้องกับความต้านทานโรคแอนแทรคโนสในหน้าวัว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัดถุประสงค์เพื่อค้นหาชนิดพันธุ์หน้าวัวที่มีความค้านทานต่อโรคแอนแทรค โนสสูง และศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสรีระวิทยาของหน้าวัวหลังการปลูกเชื้อรา Colletotrichun gloeasporioides ให้กับต้นหน้าวัวจำนวน 10 สายพันธุ์ พบว่าต้นหน้าวัวที่ได้รับการ ฉีดพ่นสปอร์ของเชื้อราแสดงอาการของโรคแอนแทรคโนส คือ แผลมีลักษณะเป็นสีน้ำตาล แผล แห้ง ขอบแผลมีสีเหลือง แผลจะขยายขนาคขึ้นเรื่อยๆ การระดับความต้านทานในสัปดาห์ที่ 4 พบว่า หน้าวัวสายพันธุ์เปลวเทียนภูเก็ตมีระดับความค้านทานต่อโรคสูงที่สุด ที่ร้อยละ 64.0 และหน้าวัว สายพันธุ์เมอร์ริงเก้มีระดับความด้านทานต่อโรคต่ำที่สุด ที่ร้อยละ 22.0 การวิเคราะห์กิจกรรม เอนไซม์ chitinase และ P-1,3 glucanase เปรียบเทียบระหว่างหน้าวัวสายพันธุ์เปลวเทียนภูเก็ตที่มี ความด้านทานต่อโรคสูงที่สุดเมื่อได้รับการปลูกเชื้อรากับดันควบคุมที่ไม่มีการปลูกเชื้อรา พบว่า ดัน ที่ได้รับการปลูกเชื้อรามีกิจกรรมของเอนไซม์ไดดิเนส และเบต้ากลูคาเนส เท่ากับ 0.064 และ 0.047 ไมโครกรัมต่อปริมาณ โปรตีน ! มิลลิกรัม ในเวลา 1 ชั่วโมง ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการ เปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาของหน้วัวหลังการปลูกเชื้อรานั้นเปีนการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของ การเพิ่มกิจกรรมของเอ็นไซม์ไคติเนสและเบด้ากลูคาเนส จากการเพิ่มปริมาณดีเอ็นของยืน Peroxidase, Phenylalanine ammonia lyase, P-1,3 glucanase และ Chitinase พบว่าลำคับนิวคลี โอ ไทค์ของยีนดังกล่าว มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมเฉลี่ย เท่ากับ 38.00 %, 66.00 %, 48.78 % และ 49.01% ตามลำดับ