การเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากร ในสถาบันการพลศึกษา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชื่อ การเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรในสถาบันการพลศึกษา ผู้วิจัย นางยุพา เฮงจำรัส และคณะ หน่วยงาน คณะศึกษาศาสตร์ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสมุทรสาคร ปีที่วิจัย 2555 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่อง การเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรในสถาบันการพลศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินภาวะสุขภาพ วิเคราะห์พฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ และเพื่อเสนอแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาและเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพให้กับบุคลากรของสถาบันการพลศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรของสถาบันการพลศึกษา จำนวน 332 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย แบบประเมินภาวะสุขภาพโดยทั่วไป (SF- 36) และแบบวัดพฤติกรรมสุขภาพ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ของตัวแปรโดยใช้ไคล์สแคว์ (X2 – test) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. บุคลากรเคยตรวจสุขภาพ ร้อยละ 83.4 ร้อยละ 28.7 มีภาวะอ้วน และร้อยละ 27.4 มีภาวะน้ำหนักเกิน ส่วนใหญ่มีระดับความดันโลหิตปกติ ร้อยละ 80.7 มีความดันโลหิตสูง ร้อยละ 12.1 และร้อยละ 71.9 มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ มีน้ำตาลในเลือดสูง ร้อยละ 7.2 มีโรคประจำตัว ร้อยละ 21.4 โดยโรคประจำตัวที่พบมากคือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระเพาะอาหาร ภูมิแพ้ และหัวใจ และบุคลากรต้องรับประทานยาเป็นประจำ ร้อยละ 20.8 2. บุคลากรของสถาบันการพลศึกษามีภาวะสุขภาพทั่วไปโดยรวมอยู่ในระดับดีปานกลาง ( = 69.69, S.D = 27.53) โดยมีภาวะสุขภาพด้านความสามารถทางกายตามบทบาทกว่าด้านอื่น และมีภาวะสุขภาพด้านความรู้สึกที่มีชีวิตชีวาต่ำกว่าด้านอื่น 3. บุคลากรของสถาบันการพลศึกษา มีพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( = 3.13, S.D. = 0.89) โดยพฤติกรรมการออกกำลังกายมีระดับต่ำกว่าพฤติกรรมด้านอื่นๆ ในทุกกลุ่มบุคลากร กลุ่มผู้บริหารมีพฤติกรรมสุขภาพดีกว่ากลุ่มอื่น ( = 3.21, S.D. = 0.85) รองลงมาเป็นกลุ่มครู/อาจารย์ ส่วนกลุ่มเจ้าหน้าที่ และกลุ่มลูกจ้างประจำมีพฤติกรรมสุขภาพต่ำกว่ากลุ่มอื่น 4. ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ สมรรถภาพการสมรส ระดับการศึกษา ประเภทของบุคลากร ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และเงินเดือนของบุคลากร ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพของบุคลากร 5. ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานในสถาบันการพลศึกษา และเงินเดือนของบุคลากรไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากร ยกเว้นปัจจัยด้านประเภทของบุคลากรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 (P < 0.05) 6. ภาวะสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 (P < 0.05) 7. แนวทางการส่งเสริม พัฒนา และเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากร สถาบันการพลศึกษา ควรกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการพัฒนาไว้ในแผนพัฒนาบุคลากรของสถาบัน โดยเฉพาะนโยบายการส่งเสริมการออกกำลังกาย/การเล่นกีฬาให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร และการสร้างจิตสำนึกในการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ตลอดจนสถาบันควรจะต้องจัดกิจกรรมการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรให้เป็นปัจจุบัน และนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพของบุคลากร