กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยมีวัตถุประสงค์การเพื่อ ศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีในการวัดพฤติกรรมสุขภาพ (Application) ที่มีต่อ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกาย และดัชนีมวลกาย เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง แบบ Randomized Pretest-Posttest Control Group Design โดยมีกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย (Key Performance) ซึ่งเป็นกลุ่มทดลอง (Experimental Group) ที่ได้รับการทดลองใช้เทคโนโลยีในการวัดพฤติกรรมสุขภาพ (Application) จำนวน 7 คน ผลการวิจัยพบว่า1.กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม และค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพรายองค์ประกอบ หลังการดาวน์โหลดและใช้งาน Application ส่งเสริมสุขภาพ At Healthy เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มากกว่ากลุ่มควบคุม ที่ไม่ได้ดาวน์โหลดและใช้งาน Application ส่งเสริมสุขภาพ At Healthy2. กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม และค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพรายองค์ประกอบ หลังการดาวน์โหลดและใช้งาน Application ส่งเสริมสุขภาพ At Healthy เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ที่มากกว่า ก่อนการดาวน์โหลดและใช้งาน3. กลุ่มทดลอง มีการมีกิจกรรมทางกาย หลังการดาวน์โหลดและใช้งาน Application ส่งเสริมสุขภาพ At Healthy เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ที่เพิ่มขึ้น4. กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่แตกต่างจาก การดาวน์โหลดและใช้งาน Application ส่งเสริมสุขภาพ At Healthy เป็นเวลา 4 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มควบคุม พบว่ามีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ในระยะหลังการทดลองมากกว่าก่อนการทดลอง
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. Representative of the deliverable demonstrated in relevant environments
ประเด็นหลักในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในองค์กรคือ การปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อที่จะหลอมรวมเอาความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้าไปในวิถีชีวิตการทำงานประจำวัน ให้เป็นองค์กรความรอบรู้สุขภาพ (Health literate organization) ตัวอย่างของรูปแบบการดำเนินการในองค์กรที่น่าสนใจ ได้แก่ Cultural of health program เป็นโปรแกรมของบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของพนักงานในบริษัทและคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยได้ตั้งเป้าหมายทางด้านสุขภาพของพนักงานในปี ค.ศ.2015 ไว้ว่า 1) 90% ของพนักงานสามารถเข้าถึงโปรแกรม Cultural of health program 2) 80% ของพนักงานมีแฟ้มประวัติความเสี่ยงด้านสุขภาพและรับทราบเกี่ยวกับตัวชี้วัดหลักด้านสุขภาพ และ 3) 80%ของพนักงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมีความเสี่ยงด้านสุขภาพลดลง ลักษณะของโปรแกรมนี้ประกอบด้วย 1) การมีนโยบายที่เกี่ยวข้อง 2) มีกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพและจัดทำแฟ้มประวัติการประเมินความเสี่ยง 3) จัดเขตปลอดบุหรี่และกิจกรรมเพื่อเลิกบุหรี่ 4) มีการจัดการเกี่ยวกับ HIV/AIDS 5) มีการป้องกันมะเร็งในสถานที่ทำงาน 6) มีการส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในที่ทำงาน และ 7) มีผู้ให้คำปรึกษาเพื่อให้ความช่วยเหลือพนักงาน ซึ่งโปรแกรมนี้จะครอบคลุมไปถึงคนในครอบครัวและชุมชนของพนักงานด้วย โดยจะมีการจัดทำแฟ้มประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวและชุมชนของพนักงานด้วย โดยจะมีการจัดทำแฟ้มประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวของพนักงาน และมีกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่จัดให้สำหรับครอบครัวร่วมด้วย เช่น กิจกรรมสร้างสัมพันธภาพ กิจกรรมกีฬา เป็นต้น เมื่อพิจารณาร่วมกับองค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพจะเห็นว่า ในภาพรวมรูปแบบการดำเนินงานด้านการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความหลากหลายในองค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 ประการที่มีการพัฒนา อย่างไรก็ตาม การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องพัฒนาทั้งสองด้านคือ ความรู้และทักษะของประชาชนที่รับข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ และความรู้และทักษะของบุคลากรผู้ให้ข้อมูลสุขภาพและให้บริการสุขภาพ ทั้งนี้ หากบุคลากรทางสุขภาพมีทักษะด้านการสื่อสารที่ดี มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและความสำคัญของความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วยก็จะสามารถสื่อสารเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ป่วยได้มากขึ้น ดังนั้น จึงขอสรุปลักษณะรูปแบบการดำเนินงานตามองค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนนั้น จึงเป็นการดำเนินการที่มากกว่าการถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการช่วยให้ประชาชนได้สร้างความเชื่อมั่นในตนเองในการแสดงออกถึงความรู้และความสามารถในการสนับสนุนงานด้านสุขภาพ เช่น ผ่านการสื่อสาร การถ่ายโอนความรู้โดยยึดสภาพบริบทของชุมชนเป็นฐาน เป็นต้น และถ้าการดำเนินการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพบรรลุเป้าหมายสุดท้าย คือ ประชาชนและชุมชนสามารถมีความเป็นอิสระพึ่งตนเองและมีพลังอำนาจในตนเองที่สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ ดังนั้นในการจัดโปรแกรมเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพนี้ จะต้องคำนึงถึงโครงสร้างของแต่ละบุคคลและชุมชนที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ด้วย เพราะการเรียนหนังสือ (Literacy) กับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) มีความสัมพันธ์กันสูงจึงต้องพัฒนาไปพร้อมกัน และเป็นความท้าทายในการจัดโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพและการสื่อสารสารสุขภาพ
ปัจจุบันสถานการณ์ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนของทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากร ซึ่งจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประชาคมโลกและยังเป็นปรากฏการณ์ที่พบในแทบทุกประเทศ องค์การอนามัยโลกได้รายงานว่าในปี พ.ศ. 2559 มีผู้ประสบปัญหาภาวะน้ำหนักเกินในประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป 1.9 พันล้านคน ซึ่ง 650 ล้านคน เป็นโรคอ้วนคิดเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนถึง 52% (ชาย 50% , หญิง 55 %) และในปี พ.ศ. 2560 พบว่ามีผู้น้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 พันล้านคน โดยผู้ชายเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในขณะที่ผู้หญิงเพิ่มขึ้น 2 เท่า สำหรับในประเทศไทยเองก็มีอัตราเพิ่มสูงมากขึ้น จากสถิติผู้ป่วยโรคอ้วนในประเทศไทยที่สูงเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มประเทศอาเซียนรองจากประเทศมาเลเซียคิดเป็น 16 ล้านคน (ผู้ชาย 4.7 ล้านคนและผู้หญิง 11.3 ล้านคน) โดยสาเหตุสำคัญของภาวะน้ำหนักเกินมาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ใช้เวลากับสื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ถูกสุขลักษณะ สิ่งแวดล้อมด้านอาหาร ค่านิยมและทัศนคติ หรือขาดความรอบรู้เรื่องสุขภาพ รวมทั้งการมีกิจกรรมทางกายที่ลดลง เผชิญความยากลำบากในการเอาความรู้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ทำให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์หมดความพยายามในการดูแลรักษาสุขภาพส่งผลให้ในอนาคตคนไทยจะเผชิญปัญหาโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง การพัฒนาและเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นการสร้างและพัฒนาขีดความสามารถระดับบุคคลในการธำรงรักษาสุขภาพตนเองอย่างยั่งยืน มีการชี้นำระบบสุขภาพที่สอดคล้องกับปัญหาและ ความต้องการของประชาชน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพของตนเองร่วมกับผู้ให้บริการ และสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งกำหนดเป้าประสงค์ในการดูแลสุขภาพตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการโรคเรื้อรังและโรคอ้วนที่กำลังเป็นปัญหาระดับโลก ดังนั้น หากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำย่อมจะส่งผลต่อสภาวะสุขภาพในภาพรวม กล่าวคือ ประชาชนขาดความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเอง จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น ต้องพึ่งพาบริการทางการแพทย์และยารักษาโรคที่มีราคาแพง โรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพจะต้องมีภาระหนักในด้านการรักษาพยาบาล จนทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำงานส่งเสริมสุขภาพและไม่อาจสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการอย่างสมบูรณ์ได้ (WHO, 2552) ดังนั้น แนวทางการควบคุมและแก้ไขปัญหา ควรจัดการส่งเสริมให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นควบคู่กับการส่งเสริมทางด้านพฤติกรรมคือ การหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมนั้น และส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมใหม่ที่พึงประสงค์เข้ามาทดแทน ทั้งนี้ประชาชนต้องมีความพอใจ และเข้าใจประโยชน์ของพฤติกรรมนั้น รวมทั้งต้องมีความตั้งใจและให้ความร่วมมืออย่างดีจึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและคงสภาพที่ดีได้ตลอดไป (จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์ และคณะ. 2537 และ สุชาดา มะโนทัย. 2541) ซึ่งแนวทางการควบคุมและแก้ไขปัญหานั้นมีหลักการตรงกับการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จะใช้เป็นทิศทางการพัฒนาระดับชาติและระดับสากลที่ทุกประเทศจะดำเนินการร่วมกันตั้งแต่เดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2558 ถึงเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2573 ในเป้าหมายที่ 3 คือการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ และยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์กรมอนามัยในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อประชาชนสุขภาพดี จากข้อมูลที่ได้จากระบบสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข (Heath Data Center : HDC) ในการสำรวจค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 พบว่าวัยทำงานในช่วงอายุ 30-44 ปี มีค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ยปกติเท่ากับร้อยละ 52 และไม่ปกติถึงร้อยละ 48 และพบว่าประชาชนที่ทำงานในสถานประกอบการมีปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและภาวะอ้วนจากความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพและความรอบรู้สุขภาพที่ส่งผลต่อภาวะอ้วนในวัยทำงาน (15-59 ปี) ในสถานประกอบการ เพื่อนำไปใช้กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพในกลุ่มที่มีภาวะอ้วน และสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้เป็นกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับพัฒนาเทคโนโลยีในการวัดพฤติกรรมสุขภาพเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูภาวะอ้วนให้กับประชาชนในวงกว้างและระยะยาวต่อไป
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. proposed solution(s) validated, now by relevant stakeholders in the area
นำโปรแกรมต้นแบบที่ได้จาการศึกษานำร่องมาขยายผล โดยมีการปรึกษาหารือกับนักวิจัยในพื้นที่ เจ้าของสถานประกอบการ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาปรับปรุง แก้ไข ปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบท ของสถานประกอบการแต่ละพื้นที่ทั้งสถานประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ
การศึกษาพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพและความรอบรู้สุขภาพที่ส่งผลต่อภาวะอ้วนในวัยทำงาน ได้มีการประชุม ปรึกษาหารือและประชุมชี้แจงกับนักวิจัยในพื้นที่ของศูนย์อนามัยทั่วประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องในการศึกษา วิเคราะห์ หาข้อมูล และปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ได้โปรแกรมต้นแบบที่เหมาะสมกับบริบทและกลุ่มวัยทำงาน และนำโปรแกรมต้นแบบที่เป็นการศึกษานำร่องไปทดลองใช้กับศูนย์อนามัยอย่างละ 1 แห่ง เพื่อดูประสิทธิผลของโปรแกรมต้นแบบและนำไปขยายผลต่อไป