การพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีประเภทฉีดพ่นหมอกควันสำหรับการควบคุมยุงลายและยุงลายดื้อยาพาหะไข้เลือดออกและไข้ซิกา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพ่นเคมีกำจัดยุงตัวเต็มวัยด้วยวิธีการพ่นแบบฟุ้งกระจาย (space spray) เป็นมาตรการเร่งด่วนสำหรับการควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคติดเชื้อไวรัสซิกา อย่างไรก็ตามการสร้างความต้านทานต่อสารเคมีของยุงลายพบว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การควบคุมยุงลายโดยการใช้สารเคมีมีประสิทธิภาพลดลง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความไวต่อสารเคมีกำจัดแมลงและศึกษาระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความต้านทานต่อสารเคมีของยุงลายบ้าน รวมถึงศึกษาประสิทธิภาพและอัตราการใช้ที่เหมาะสมของสารเคมีประเภทฉีดพ่นหมอกควัน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีประเภทฉีดพ่นหมอกควันสำหรับการควบคุมยุงลายและยุงลายดื้อยาพาหะไข้เลือดออกและไข้ซิกา ผลการศึกษาความไวของยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) จากพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่จันทบุรี, นครราชสีมา, นครปฐม, กาญจนบุรี พิษณุโลก ลำพูน มหาสารคาม ตราด และสุราษฎร์ธานี ต่อสารเคมีกำจัดแมลง 6 ชนิดคือ Cyfluthrin 0.15%, Deltamethrin 0.05%, Cypermethrin 0.05%, Lambdacyhalothrin 0.03%, Permethrin 0.25% และ Pirimiphos-methyl 0.21% โดยวิธี susceptibility test ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก พบว่ายุงลายทุกพื้นที่ศึกษามีการสร้างความต้านทานสูงต่อสารเคมีทุกชนิดที่ทดสอบ ผลการศึกษาระดับเอนไซม์ในการทำลายสารพิษ (detoxifying enzymes) ที่เกี่ยวข้องกับการดื้อต่อสารเคมีของยุงลายจากพื้นที่ศึกษา โดยใช้ Rapid Screening Kits ต่อเอนไซม์ 3 ชนิดคือ Esterase, Mix Function Oxidase และ Acetylcholinesterase พบว่าค่า Mean OD ของเอนไซม์ Esterase ของจังหวัดจันทบุรี, นครราชสีมา, นครปฐม, กาญจนบุรี, พิษณุโลก, ลำพูน, มหาสารคาม, ตราด, สุราษฎร์ธานี และยุงลายสายพันธุ์มาตรฐานห้องปฏิบัติการNIH มีค่าเท่ากับ 2.59, 1.23, 0.99, 1.14, 0.88, 0.96, 0.69, 0.37, 0.27 และ 0.49 ตามลำดับ โดยยุงลายจังหวัดจันทบุรีมีค่าสูงที่สุดและแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยุงลายจังหวัดอื่นๆ ผลการวิเคราะห์เอนไซม์ Mix Function Oxidase และAcetylcholinesterase พบว่า Mean OD ของยุงลายทั้ง 9 จังหวัด รวมทั้งยุงลายสายพันธุ์มาตรฐานจากห้องปฏิบัติการ NIH อยู่ในระดับต่ำ การทดสอบประสิทธิภาพการฉีดพ่นหมอกควันด้วยสารเคมีในกลุ่ม pyrethroids เดี่ยวจำนวน 9 สูตร และสารเคมีในกลุ่ม organophosphates จำนวน 1 สูตร ด้วยเครื่องพ่นหมอกควันชนิดสะพายไหล่ ที่อัตราการใช้สูงสุดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ พบว่าสารเคมีทดสอบในกลุ่ม pyrethroids สามารถทำให้ยุงลายบ้านจันทบุรีตายเพียงร้อยละ 0-6.7 ในขณะที่ pirimiphos- methyl พบอัตราการตายของยุงลายบ้านจันทบุรีเท่ากับร้อยละ 99.7 (อัตราการใช้ 200 กรัมต่อเฮกตาร์) และมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพของสาร pirimiphos-methyl ฉีดพ่นหมอกควันที่อัตราการใช้ 20, 50, 75 และ 100 กรัมต่อเฮกตาร์ พบอัตราการตายของยุงลายบ้านจันบุรีเท่ากับร้อยละ 13.7, 41.7, 54.8 และ 97.7 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการตายของยุงลายบ้านจันทบุรีที่อัตราการใช้ 100 และ 200 กรัมต่อเฮกตาร์ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ดังนั้นจากผลการวิจัยนี้พบว่าสาร pirimiphos-methyl ที่อัตราการใช้ 100 กรัมต่อเฮกตาร์ สามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการนำไปใช้ฉีดพ่นควบคุมและกำจัดยุงลายในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยุงลายมีการพัฒนาความต้านทานต่อสารเคมีในกลุ่ม pyrethroids การศึกษาเพิ่มเติมได้นำสารเคมี Pirimiphos-methyl (OP) มาผสมกับสาร Deltamethrin (PY) รวมถึงผสมสารเสริมฤทธิ์ ได้แก่ PBO, TPP และ DEM ที่อัตราการใช้ต่างๆ พบสูตรที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการพ่นกำจัดยุงลายสายพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อสารเคมีกำจัดแมลงจากจังหวัดจันทบุรี (ร้อยละ 99.2) คือ Pirimiphos methyl (100 กรัม/เฮกตาร์) + Deltamethrin (1 กรัม/เฮกตาร์) + PBO 10% การศึกษาในอนาคตคณะผู้วิจัยได้วางแผนขยายผลการศึกษา สูตรสารเคมีต้นแบบผลิตภัณฑ์ ในระดับห้องปฏิบัติการดังกล่าว ในการกำจัดยุงลายดื้อยาในภาคสนามต่อไป