การสร้างสูตรมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพการผลิตปลาซิวแก้วสามรสอบกรอบ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชื่อรายงานวิจัย : การสร้างสูตรมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพการผลิตปลาซิวแก้วสามรสอบกรอบชื่อผู้วิจัย : กิตติพร สุพรรณผิวหน่วยงาน : หลักสูตรเทคโนโลยีอาหาร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีปีที่ทำการวิจัย : 2564 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างสูตรมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ปลาซิวแก้วอบกรอบ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านคุณภาพสินค้า และเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของกลุ่มวิสาหกิจด้านการจัดการสถานที่ผลิตอาหารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการผลิตที่ดี โดยได้ทำการศึกษาความชอบของผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ปลาซิวแก้วสามรสที่ผลิตในชุมชน จำนวน 3 สูตร พบว่าตัวอย่างที่ 1 ได้รับเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เนื่องจากมีคะแนนการประเมินตามความชอบโดยรวมสูงที่สุด มีคะแนนความชอบด้าน กลิ่น รสชาติ สมุนไพร ความกรอบ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมสูงที่สุด โดยมีคะแนน 7.00 7.46 7.34 6.98 7.08 และ 7.54 ตามลำดับ จากนั้นจึงได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยแปรปริมาณส่วนผสม 4 สูตรเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม (ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ) พบว่า สูตรที่พัฒนาขึ้นมีค่าปริมาณไขมันต่ำกว่าสูตรควบคุมและมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าสูตรควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P?0.05) มีค่าความชื้นอยู่ระหว่างร้อยละ 4.88 ถึง 7.21 มีค่าปริมาณเถ้าอยู่ระหว่างร้อยละ 8.98 ถึง 9.8 7 และมีปริมาณน้ำอิสระอยู่ระหว่าง 0.32 ถึง 0.41 ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีค่า L* และ b* ไม่แตกต่างจากสูตรควบคุมและมีค่า a* สูงกว่าสูตรควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P?0.05) ผลิตภัณฑ์สูตรที่ 2 มีค่าความแข็งไม่แตกต่างจากสูตรควบคุม (P>0.05) และมีค่าความกรอบสูงกว่าสูตรควบคุม (P?0.05) ตัวอย่างควบคุมมีค่าเพอร์ออกไซด์สูงที่สุดตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเก็บรักษาไปจนถึงสัปดาห์ที่ 8 ส่วนตัวอย่างสูตรที่ 1 และ 2 มีค่าไม่แตกต่างกัน (ยกเว้นสัปดาห์ที่ 6) ส่วนตัวอย่างที่ 3 และ 4 มีค่าใกล้เคียงกัน ทั้งนี้การที่สูตร 1 และ 2 มีค่าเพอร์ออกไซด์ต่ำที่สุดในสัปดาห์สุดท้ายของการเก็บรักษา การศึกษาการยอมรับผลิตภัณฑ์ พบว่า ผู้บริโภคให้การยอมรับสูตรที่พัฒนาขึ้นสูตรที่ 2 สูงที่สุดและมากกว่าสูตรควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P?0.05) โดยมีค่าความชอบในระดับชอบมาก ผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่พัฒนาขึ้นโดยมีความต้องการซื้อ (ร้อยละ 40) โดยซื้อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ร้อยละ 34) และซื้อครั้งละ 1 ถุง (ร้อยละ 42) ดังนั้นจึงได้คัดเลือกสูตรที่ 2 เป็นสูตรมาตรฐานในงานวิจัยนี้ การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการในตัวอย่างผลิตภัณฑ์ปลาแก้วสามรสสูตรมาตรฐาน 100 กรัม ให้พลังงานทั้งหมด 402.00 กิโลแคลอรี พลังงานจากไขมัน 126.54 กิโลแคลอรี ไขมันทั้งหมด 14.06 กรัม ไขมันอิ่มตัว 5.52 กรัม โคเลสเตอรอล 234.31 มิลลิกรัม โปรตีน 38.37 กรัม คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 30.55 กรัม โซเดียม 1104.91 มิลลิกรัม แคลเซียม 1427.16 มิลลิกรัม เหล็ก 2.538 มิลลิกรัม ตรวจไม่พบ วิตามินเอ วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 การพัฒนาขีดความสามารถของกลุ่มวิสาหกิจด้านการจัดการสถานที่ผลิตอาหารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการผลิตที่ดี จากงานวิจัยนี้สามารถแก้ไขปัญหาด้านสูตรมาตรฐานที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ โดยมีการศึกษาวิจัยทดสอบกับผู้บริโภค แก้ไขปัญหาด้านกรรมวิธีการผลิตให้ได้มาตรฐานโดยมีการระบุชนิดของเครื่องมือ สูตรที่เหมาะสม อุณหภูมิและระยะเวลาในการผลิต แก้ไขปัญหาด้านการรับรองสถานที่ผลิต โดยการส่งเสริมให้ความรู้ให้คำแนะนำการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องจนเกิดการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งงานวิจัยนี้ได้มีการส่งเสริมความรู้ที่เกี่ยวข้อง ผ่านการอบรมและการให้คำปรึกษาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์โดยตรงกับวิสาหกิจชุมชน ยังผลให้ชุมชนเกิดการพัฒนาและสามารถยกระดับรายได้ของชุมชนได้ในอนาคตคำสำคัญ : ปลาซิวแก้ว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขนมขบเคี้ยว