การบริหารจัดการชุดโครงการนวัตกรรมการผลิตทางการเกษตรเพื่อรองรับภัยแล้งจังหวัดบุรีรัมย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ การวิจัยโครงการนวัตกรรมการผลิตทางการเกษตรเพื่อรองรับภัยแล้งจังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วยโครงการวิจัยย่อยภายใต้ชุดโครงการวิจัย จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1) การศึกษาและพัฒนารูปแบบการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจที่เหมาะสมในพื้นที่ประสบภัยแล้งของจังหวัดบุรีรัมย์ 2)นวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำโดยระบบน้ำหยดและมินิสปริงเกอร์เพื่อการเกษตรของเกษตรกร อำเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ 3) การพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบกเพื่อรองรับภัยแล้งและความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรอำเภอคูเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ 4) นวัตกรรมการเลี้ยงกบในกระชังบกเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรในสภาวะภัยแล้งของจังหวัดบุรีรัมย์ และ 5) การพัฒนาและบริหารจัดการปลูกข้าวเปียกสลับแห้งในสภาวะน้ำน้อยอย่างยั่งยืน ซึ่งรูปแบบการวิจัยเป็นการผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้ผลการวิจัยดังนี้ รูปแบบการเลี้ยงไก่พื้นเมืองในชุมชนเป้าหมายยังเป็นการเลี้ยงแบบปล่อย ไม่มีการดูแลเรื่องอาหาร และการจัดการที่ดี ทำให้ได้ผลผลิตต่ำ แต่เมื่อเกษตรกรได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และพัฒนาเกษตรกรในด้านพันธุ์สัตว์ อาหาร และการจัดการ ทำให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงเป็นกึ่งขังกึ่งปล่อย จากการศึกษาการแปรรูปและเพิ่มคุณค่าเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อเป็นอาหารสัตว์ พบว่า การเสริมจุลินทรีย์โปรไบโอติกแบซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis) DL Pro1 ในอาหารที่ระดับร้อยละ 0, 0.2 และ 0.4 ไม่มีผลต่อสมรรถภาพการผลิตของไก่พื้นเมืองพันธุ์เหลืองหางขาว แต่อัตราการเลี้ยงรอดของกลุ่มที่มีการเสริมจุลินทรีย์โปรไบโอติกแบซิลลัส ซับทิลิส มีอัตราสูงกว่ากว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่มีการเสริมด้วยยาปฏิชีวนะ และการศึกษาการเพิ่มคุณค่าทางโภชนะของเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้เป็นอาหารไก่พื้นเมือง พบว่า ปลายข้าวเม่าที่หมักด้วยยีสต์ขนมปังในสูตรที่เสริมและไม่เสริมปุ๋ยเกลือ ที่ระยะเวลา 5 วัน มีระดับโปรตีนสูงกว่าปลายข้าวเม่าที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก ถึงร้อยละ 36.47 ส่วนปลายข้าวเม่าที่หมักด้วยยีสต์ขนมปังในสูตรที่ไม่เสริมปุ๋ยเกลือที่ระยะเวลา 5 วัน มีระดับโปรตีนสูงกว่าปลายข้าวเม่าที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก ถึงร้อยละ 28.46 ซึ่งผู้วิจัยได้รวบรวมองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่กลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จด้วยการศึกษาดูงาน การขยายผลความรู้สู่การปฏิบัติในชุมชนเพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาตนเองในการผลิตไก่พื้นเมืองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้จากการเลี้ยงไก่พื้นเมืองได้ สรุปได้ว่าจากกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และพัฒนาเกษตรกรในด้านการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ คือ ไก่พื้นเมือง ในด้านพันธุ์สัตว์ อาหาร และการจัดการ การส่งเสริมให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติด้วยตนเองในฟาร์ม ทำให้เกษตรกรสามารถพัฒนาตนเองในการผลิตไก่พื้นเมือง และสร้างรายได้จากการเลี้ยงไก่พื้นเมืองในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งได้ การศึกษานวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำโดยระบบน้ำหยดและมินิสปริงเกอร์เพื่อการเกษตรของเกษตรกร อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรใช้น้ำในการปลูกผักโดยการรดน้ำผ่านสายยางมีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 2,800 ลิตร/วัน การปรับเปลี่ยนมาเป็นการให้น้ำแบบระบบน้ำหยด มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 1,000 ลิตร/วัน คิดเป็นร้อยละการใช้น้ำแบบใหม่เท่ากับ 35.71 การให้น้ำระบบมินิสปริงเกอร์มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 600 ลิตร/วัน คิดเป็นร้อยละการใช้น้ำแบบใหม่เท่ากับ 26.18 การสร้างนวัตกรรมระบบเปิดปิดน้ำด้วยมือถือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำระบบมินิสปริงเกอร์ โดยติดตั้งระบบควบคุมน้ำอัตโนมัติผ่านมือถือ และใช้โซลินอยด์วาล์วไฟฟ้าเป็นตัวควบคุมการจ่ายน้ำ ทำให้การรดน้ำผักมีความง่ายมากขึ้น การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบกเพื่อรองรับภัยแล้งและความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าพารามิเตอร์การเจริญเติบโตทั้งหมดไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (P>0.05) การศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรต่อรูปแบบการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบก มีความพึงพอใจโดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (x ? =4.50, S.D. = 0.45) การศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบก เป็นที่พึงพอใจอย่างมากของเกษตรต้นแบบในอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมหรือเป็นอาชีพหลักทางการเกษตรด้านการประมง เพื่อเพิ่มอาหารในครัวเรือนและในชุมชน ทำให้ให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและเกษตรในชุมชนอาจมีรายได้เพิ่มมากขึ้น นวัตกรรมการเลี้ยงกบในกระชังบก เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรในสภาวะภัยแล้งของจังหวัดบุรีรัมย์ ผลพบว่าจากข้อมูลที่เก็บตัวอย่างเกษตรกรจำนวน 20 คน พบว่า มีค่าเฉลี่ยการจำหน่ายกบ คนละ 8.25?1.25 กิโลกรัม คิดเป็นเงินเฉลี่ย 660?100.27 บาท มีต้นทุนการผลิตเท่ากับ 700 บาท ต่อกระชัง ส่วนการเลี้ยงกบที่ใช้นวัตกรรมร่วมในครั้งนี้ มีค่าเฉลี่ยการจำหน่ายกบ คนละ 8.41?2.07 กิโลกรัม คิดเป็นเงินเฉลี่ย 672.44?165.94 บาท แต่มีต้นทุนการผลิตเท่ากับ 1,150 บาทต่อกระชังซึ่งนอกจากการจำหน่ายกบแล้ว เกษตรได้นำกบบางส่วนไปบริโภคในครัวเรือน และแจกจ่ายให้กับญาติเพื่อนำไปบริโภคด้วย การเลี้ยงกบในกระชังบกแบบพอเพียง เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับเกษตรกร เพราะมีการจัดการที่ง่าย สะดวก และต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่วนการใช้นวัตกรรมการเลี้ยงกบมาช่วยเติมน้ำจะเหมะสำหรับระบบการเลี้ยงกบที่มีปริมาณมาก จะเป็นการประยัดเวลาในการเติมน้ำ และเป็นการลงทุนเบื้องต้นครั้งเดียง สามารถใช้งานระบบได้นาน การพัฒนาตนเองของเกษตรกร หลังจากเข้าร่วมอบรม พบว่า เกษตรได้พึ่งพาตนเองและละการจัดการตนเองได้อย่างถูกวิธี การพัฒนาและบริหารจัดการปลูกข้าวเปียกสลับแห้งในสภาวะน้ำน้อยอย่างยั่งยืน พบว่าการเจริญเติบโตด้านความสูงที่มีพื้นดินนาแห้ง 14 วัน ที่มีอายุ 60 90 120 150 และ 210 วันหลังปักดำ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P0.05)คำสำคัญ: นวัตกรรม การผลิตทางการเกษตร ภัยแล้ง จังหวัดบุรีรัมย์