คาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการปลูกข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ด้วยวิธีประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการปลูกข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย เพื่อประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตและวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของการปลูกข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ผลการศึกษาสรุปได้ว่า การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของการปลูกข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมามีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์เฉลี่ยเท่ากับ 116.5653 kgCO2eq/ไร่ หรือคิดเป็น 0.3369 kgCO2eq/kg 118.6720 kgCO2eq/ไร่ หรือคิดเป็น 0.0321 kgCO2eq/kg และ 38.5307 kgCO2eq/ไร่ หรือคิดเป็น 0.0040 kgCO2eq/kg ตามลำดับ ซึ่งการปลูกข้าวมีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์มากที่สุด ลองลงมาคือการปลูกมันสำปะหลัง และอ้อย โดยขั้นตอนการปลูกที่มีค่าคาร์บอนฟุตพรื้นท์มากที่สุดคือการดูแล ซึ่งมีกิจกรรมการใส่ปุ๋ยและการใช้ยาฆ่าแมลง อย่างไรก็อีในการศึกษานี้ไม่ได้คิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักร เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้การเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ในการศึกษาต่อไปควรมีการคิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากกรณีที่ใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวจะทำให้ได้ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ครอบคลุมทั้งกรณีใช้คน และเครื่องจักเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ดี หากมีการนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้วางแผนการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการปลูกข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ขั้นตอนที่สามารถเข้าไปจัดการคือขั้นตอนการดูแล ที่เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยและสารเคมี หากมีการลดปริมาณลงจะทำให้ลดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการปลูกข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาลงได้