การประเมินผลกระทบด้านการจราจรของการออกแบบช่องเก็บค่าผ่านทางระบบอัตโนมัติของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้ได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการทางพิเศษ ในการตัดสินใจเลือกชำระเงินค่าผ่านทางด้วยช่องเก็บเงินอัตโนมัติ (ETC) รวมถึงศึกษาการกำหนดจำนวนช่องเก็บเงิน และการจัดวางตำแหน่งของช่องเก็บเงิน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากการกำหนดสถานการณ์ต่างๆ จาก 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ตัวแปรสัดส่วนการใช้ระบบ ETC ตัวแปรการจัดตำแหน่งด่านเก็บเงิน และตัวแปรปริมาณจราจร รวมสถานการณ์จำลองทั้งสิ้น 126 สถานการณ์ จากผลการศึกษาพบว่าในปี พ.ศ. 2556 มีผู้ใช้ระบบ ETC เป็นสัดส่วนร้อยละ 22 ของผู้ใช้ระบบทางด่วนทั้งหมด และจากการเพิ่มจำนวนช่องเก็บเงินแบบอัตโนมัติ จำนวน 1 ช่อง จะทำให้ความล่าช้าเฉลี่ยในการเดินทางมีการลดลงภายใต้ปริมาณรถที่ใช้ระบบ ETC ไม่เกิน 1,200 คันต่อชั่วโมง และการเพิ่มช่องเก็บเงินอัตโนมัติ จำนวน 2 ช่อง จะทำให้รองรับปริมาณจราจรของรถที่ใช้ ระบบ ETC ในช่วง1,200 ถึง 1,800 คันต่อชั่วโมง นอกจากนี้ในส่วนของการกำหนดตำแหน่งช่องเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติพบว่าการเพิ่มจำนวนช่องเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติเพียง 1 ช่อง เมื่อกำหนดให้ตำแหน่งของช่อง ETC อยู่ด้านขวา จะทำให้ความล่าช้าเฉลี่ยในการเดินทางต่ำสุด และเมื่อมีการเพิ่มช่อง ETC เป็น 2 ช่อง นั้น การกำหนดให้ช่อง ETC อยู่ช่องขวาสุด 1 ช่องและช่องกลาง 1 ช่อง จะทำให้มีความล่าช้าเฉลี่ยในการเดินทางผ่านด่านเก็บเงินมีค่าน้อยกว่าการกำหนดตำแหน่งรูปแบบอื่น ผลการศึกษานี้ยังแสดงถึงศักยภาพในการประยุกต์ใช้แบบจำลองจราจรระดับจุลภาคเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมในการออกแบบช่องเก็บค่าผ่านทางกับพื้นที่ศึกษา นอกจากนี้ยังสามารถนำผลการศึกษาไปใช้วิเคราะห์กับพื้นที่ใกล้เคียงและมีสัดส่วนปริมาณจราจรใกล้เคียงกับพื้นที่ศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบในการจัดตำแหน่งช่องเก็บค่าผ่านทางต่อไป คำสำคัญ: ช่องเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ, ความล่าช้าเฉลี่ยแถวคอย, การจัดรูปแบบช่องเก็บค่าผ่านทาง