การประยุกต์ใช้สารสกัดจากเปลือกผลไม้ วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และสมุนไพรพื้นบ้านในการเพิ่มความเสถียรของไบโอดีเซล (B100)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการออกซิเดชันของไบโอดีเซลคือ การใช้สารต้านอนุมูลอิสระ ในการศึกษานี้ได้ศึกษาศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ของสารสกัดจากพืช 19 ชนิด ที่ได้จากเปลือกผลไม้ วัสดุเศษเหลือจากการเกษตร และสมุนไพรพื้นบ้าน เปลือกมะม่วงสุกมีปริมาณฟีนอลิกรวมสูงสุด (TPC) (142.99 ? 2.64 mg GAE/g) เปลือกเงาะมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระสูงสุด เมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH (IC50 เท่ากับ 5.67 ? 0.47 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) วิธี ABTS (IC50 เท่ากับ 3.94 ? 0.17 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) และวิธี FRAP (109.33 ? 2.97 mg AAE/g) จากการประเมินประสิทธิภาพของสารสกัดเพื่อเพิ่มความเสถียรของไบโอดีเซลต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน โดยใช้ค่าระยะเวลาเหนี่ยวนำ (IP) พบว่า ไบโอดีเซล (B100) ที่ไม่ได้เติมสารสกัด มีค่า IP อยู่ที่ 1.47 ชั่วโมง ในขณะที่ค่า IP เพิ่มขึ้นเป็น 15.00 12.18 12.00 และ 6.38 ชั่วโมง เมื่อเติมสารสกัดจากเปลือกมะม่วงสุก เปลือกมะม่วงดิบ เปลือกเงาะ และเปลือกลำไย ตามลำดับ ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระสังเคราะห์บิวทิเลตไฮดรอกซีโทลูอีน (BHT) แสดงค่า IP ที่ 6.09 ชั่วโมง น้ำมันไบโอดีเซลผสมกับปิโตรดีเซล (B10) ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ พบค่า IP มากกว่า 24.00 ชั่วโมงในทุก ๆ ตัวอย่าง จากผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากเปลือกมะม่วงสุกเป็นทางเลือกที่ดีทดแทนการใช้สารสังเคราะห์ในไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์ม เพื่อปรับปรุงความเสถียรในการเก็บรักษาไบโอดีเซล