การพัฒนาศักยภาพด้านการเจราจาและสื่อสารข้ามวัฒนธรรมของกำลังคนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเด็นปัญหาในการเจรจาและสื่อสารข้ามวัฒนธรรมของผู้ปฏิบัติงานในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 2) ออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการเจรจาและสื่อสารข้ามวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ปฏิบัติงานในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ข้อมูลเชิงปริมาณใช้การศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ โดยเก็บข้อมูลรวบรวมแบบสอบถามที่สมบูรณ์จากผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 75 คนที่เป็นผู้ปฏิบัติงานในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ในการคำนวณค่าสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และไคสแควร์ จากนั้นสร้างและทดลองใช้หลักสูตรและเปรียบเทียบผลการทดสอบหลังการอบรมกับเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อทดสอบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังการอบรมสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ตามกรอบอนุกรมวิธานวัฒนธรรมของ Meyer (2014) และ Steers & Osland (2019) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ประเด็นปัญหาของผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ในการติดต่อประสานงานกับคนต่างชาติ คือขาดทักษะในการใช้ภาษากลาง คือภาษาอังกฤษ ได้อย่างคล่องแคล่ว พื้นเพภูมิภาคที่แตกต่างกันและความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นอุปสรรคในเรื่องการสื่อสาร นอกจากนี้พบว่า ผู้ปฏิบัติงานมีประสบการณ์การสื่อสารไทย-อังกฤษ ลักษณะงานที่ทำประจำวันมีโอกาสได้ติดต่อประสานงานกับต่างชาติ โดยมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกค้าหรือ ผู้บังคับบัญชา มีการจัดการการเจรจาและสื่อสารข้ามวัฒนธรรมในรูปแบบการรองรับ คือ ไม่แสดงออก สงวนท่าทีและให้ความร่วมมือ เพื่อรักษาสายสัมพันธ์กับคู่สนทนา ให้ความสำคัญกับการสื่อสารในบริบทต่ำ เช่น การสื่อสารอย่างเปิดเผย แม่นยำ และชัดเจนกับคู่สนทนาต่างชาติ และคาดหวังการตอบสนองที่ตรงไปตรงมา และสามารถใช้จังหวะการหยุดและการเงียบอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ข้ามวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป การให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางวัจนภาษาและอวัจนภาษาสะท้อนความสามารถทางวัฒนธรรมในด้านพฤติกรรมนิยม จากการทดสอบความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเจรจาสื่อสารข้ามวัฒนธรรม พบว่า กลุ่มผู้บริหารและกลุ่มไม่ใช่ผู้บริหาร มีการติดต่อเจรจาสื่อสารกับชาวญี่ปุ่นมากที่สุด รองลงมา จีน อังกฤษ และมีเจตคติในประเด็นข้ามวัฒนธรรมแบบวัฒนธรรมสัมพัทธนิยม ได้แก่ การยอมรับ และ การปรับตัว คือ เคารพความแตกต่างทางพฤติกรรมและเคารพความแตกต่างของคุณค่า มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ เตรียมการวางแผน จัดเป็นความฉลาดทางวัฒนธรรมด้านอภิปัญญานิยม 2) เนื้อหาในหลักสูตรฝึกอบรม เรียงจากความประสงค์ในการอบรมมีดังนี้ การสื่อสารและเจรจาข้ามวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเภทและลักษณะการเจรจาต่อรอง รองลงมา กลยุทธ์และกระบวนการในการเจรจา ปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ตามลำดับ ในด้านผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้จรณทักษะในการทดลองใช้หลักสูตร จากการเปรียบเทียบผลการอบรมกับเกณฑ์ที่กำหนด โดยการคำนวณค่าทางสถิติพบว่าค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเจรจาและสื่อสารข้ามวัฒนธรรมในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานนี้ คือ ความสามารถในการใช้ทักษะภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดี มีการใช้ผลัดการสนทนาอย่างเหมาะสม ความใกล้เคียงทางวัฒนธรรม และความรู้ในวัฒนธรรม ตลอดจนความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพื่อลดและหลีกเลี่ยงอุปสรรคความยากลำบากในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม