การประเมินความเสี่ยงด้านโลหะหนักของกุ้งก้ามกรามต่อผู้บริโภค
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงของโลหะหนักจากการบริโภคกุ้งก้ามกราม โดยเก็บตัวอย่างกุ้งก้ามกรามจากฟาร์มเลี้ยงในจังหวัดราชบุรีและนครปฐม จํานวน 100 ตัวอย่าง แบ่งเป็นตัวอย่างจากฟาร์มเลี้ยงในจังหวัดราชบุรี จํานวน 64 ตัวอย่าง และตัวอย่างจากฟาร์มเลี้ยงในจังหวัดนครปฐม จํานวน 36 ตัวอย่าง นำมาวิเคราะห์หาปริมาณโลหะหนัก 3 ชนิด ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว และปรอท โดยแยกวิเคราะห์ส่วนเนื้อกับส่วนหัว ผลการทดลองพบว่า ปริมาณแคดเมียมเฉลี่ยในส่วนเนื้อของกุ้งก้ามกรามจากทั้งสองจังหวัดมีค่าเท่ากับ 0.033?0.045 mg/kg ปริมาณแคดเมียมเฉลี่ยในส่วนหัวของกุ้งก้ามกรามจากทั้งสองจังหวัดมีค่าเท่ากับ 0.930?0.621 mg/kg ปริมาณตะกั่วเฉลี่ยในส่วนเนื้อของกุ้งก้ามกรามจากทั้งสองจังหวัดมีค่าเท่ากับ 0.142?0.130 mg/kg ปริมาณตะกั่วเฉลี่ยในส่วนหัวของกุ้งก้ามกรามจากทั้งสองจังหวัดมีค่าเท่ากับ 0.127?0.082 mg/kg ปริมาณปรอทเฉลี่ยในส่วนเนื้อของกุ้งก้ามกรามจากทั้งสองจังหวัดมีค่าเท่ากับ 0.013?0.009 mg/kg และปริมาณปรอทเฉลี่ยในส่วนหัวของกุ้งก้ามกรามจากทั้งสองจังหวัดมีค่าเท่ากับ 0.017?0.018 mg/kg ส่วนเนื้อและส่วนหัวของกุ้งก้ามกรามจากจังหวัดราชบุรีมีปริมาณปรอทเกินเกณฑ์กำหนด จำนวน 1 ตัวอย่าง (ร้อยละ 1.56) และ 6 ตัวอย่าง (ร้อยละ 9.38) ตามลำดับ ในขณะที่ ส่วนเนื้อและส่วนหัวของกุ้งก้ามกรามจากจังหวัดนครปฐมมีปริมาณปรอทเกินเกณฑ์กำหนด จำนวน 5 ตัวอย่าง (ร้อยละ 13.89) และ 3 ตัวอย่าง (ร้อยละ 8.33) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงของโลหะหนักจากการบริโภคกุ้งก้ามกราม พบว่า มีค่า HQ น้อยกว่า 1 ทุกตัวอย่าง ชี้ให้เห็นว่ากุ้งก้ามกรามจากฟาร์มเลี้ยงในจังหวัดราชบุรีและนครปฐมมีความปลอดภัยต่อการบริโภค