การจัดการแปรรูปและห่วงโซ่อุปทานรังไหมอีรี่เพื่อยกระดับมาตรฐาน SMEs สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและอาหาร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อุตสาหกรรมไหมอีรี่ ในปัจจุบันมีการนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอเป็นหลัก โดยมีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ คือการจำหน่ายรังไหมอีรี่ อุตสาหกรรมกลางน้ำ คือ ผลิตภัณฑ์เส้นใยและเส้นด้ายจากไหมอีรี่ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอ ผ้าผืน จนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ และผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ซึ่งด้านการยอมรับผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มค่อนข้างสูง เนื่องจากเส้นใยไหมอีรี่มีจุดเด่นด้านคุณลักษณะ และความมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังขาดแคลนวัตถุดิบที่สืบเนื่องมาจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ และอุตสาหกรรมกลางน้ำ ส่วนในอุตสาหกรรมปลายน้ำมีปัญหาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ปัญหาด้านการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ปัญหาด้านไม่ความสะอาด และคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากอุตสาหกรรมไหมอีรี่ส่วนใหญ่ยังไม่มีมาตรฐานรองรับจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ รวมไปถึงยังไม่มีการออกแบบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะของกลุ่มผู้บริโภค ดังนั้นในแผนงานวิจัยซึ่งประกอบด้วยโครงการวิจัยย่อย 3 โครงการ ได้แก่ โครงการย่อย 1 การพัฒนาและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับการเลี้ยงไหมอีรี่เพื่อสนับสนุนการผลิต รังไหมสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอและอาหาร เพื่อสร้างองค์ความรู้แนวปฏิบัติที่ดีในการผลิตรังไหมโดยจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร (KU Standard) และเป็นมาตรฐานแนวทางการปฏิบัติที่ดีให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการขอรับใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร (KU Standard) พร้อมทั้งศึกษาการตรวจปริมาณฮีสตามีนในดักแด้อบแห้ง พบว่า ดักแด้ที่มีอายุการเก็บเกี่ยว 9 วัน มีปริมาณโปรตีนสูงที่สุด ร้อยละ 60.88 ของดักแด้อบแห้ง และผ่านการอบด้วยไมโครเวฟสุญญากาศที่กำลังไฟฟ้า 2400 วัตต์ เวลา 12 นาที พบว่ามีปริมาณฮีสตามีน 5.7 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งปลอดภัยต่อการบริโภคโครงการย่อยที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเส้นด้ายปั่นมือไหมอีรี่เพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อนำเครื่องตัดรังไหมสดที่ได้ทำการพัฒนาต้นแบบ ในปี 2562 มาลองใช้กับวิสาหกิจชุมชน ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังการผลิตรังตัด และดักแด้ที่มีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้นได้ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากผ้าทอหรือถักของเส้นด้ายไหมอีรี่ปั่นผสม รวมทั้งการย้อมสีที่มีสมบัติป้องกันแสงอัลตร้าไวโอเลต จับคู่สี ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความสามารถของแต่ละกลุ่ม ซึ่งสามารถขึ้นต้นแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ คือ เสื้อคลุม ชุดสูท กางเกง ชุดเดรส หมวก กระเป๋า เป็นต้น เพื่อเป็นการสนับสนุนพัฒนาการผลิตสิ่งทอในระดับชุมชนและโครงการย่อยที่ 3 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสโปรตีนสูงจากดักแด้ไหมอีรี่ ผลิตโปรตีนไฮโดรไลเสทจากดักแด้ไหมอีรี่โดยเทคโนโลยีเอนไซม์ ได้ผงผลิตภัณฑ์โปรตีนไฮโดรไลเสทที่สามารถละลายน้ำได้ดี มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 71.20% มีปริมาณกรดอะมิโนทั้งหมด 35.38 mg/100g โดยมีกรดกลูตามิกสูงที่สุด 6.37 mg/100g มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสจากดักแด้ไหมอีรี่ ที่มีปริมาณโปรตีน 15.99% มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH 7.012?0.06 mg TE/g sample และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี FRAP เท่ากับ 107.230?0.82 ?mol/g ผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ร้อยละ 84 และมีความต้องการซื้อหากมีการจำหน่ายร้อยละ 74