อุตสาหกรรมรถตัดอ้อยและการลงทุนในรถตัดอ้อยเพื่อการพัฒนาธุรกิจไร่อ้อยอย่างยั่งยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 5 ข้อได้แก่ (1) เพื่อศึกษาประเภทและปริมาณรถตัดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มีอยู่ในประเทศไทยในปี 2557 (2) เพื่อศึกษาความคุ้มค่าในการลงทุนของการเป็นเจ้าของรถตัดขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจรถตัดอ้อย (3)เพื่อศึกษาเงื่อนไข ข้อจำกัด และต้นทุนในการปรับเปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนมาเป็นเครื่องจักรในการตัดอ้อย (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ปัญหาและอุปสรรคด้านการใช้รถตัดของเกษตรกร และ (5) เพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านอุตสาหกรรมรถตัดอ้อยและการส่งเสริมการใช้รถตัดอ้อยของเกษตรกร ประชากรสำหรับการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่ (1) ผู้ผลิตและจำหน่ายรถตัดอ้อยใหม่และเก่า (2) สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (3) เกษตรกรผู้ลงทุนและใช้รถตัดอ้อยและเกษตรกรผู้ใช้บริการการตัดอ้อย พื้นที่ศึกษาได้แก่จังหวัด กาญจนบุรี สระบุรี สุรินทร์ และชัยภูมิ ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุนโดยกำหนดสถานการณ์การวิเคราะห์ออกเป็น อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 5 7 10 และกรณีเกษตรกรลงทุนเอง ทั้งหมด มีค่าเสียโอกาสในการลงทุนร้อยละ 3 และการตัดสินใจยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรประยุกต์ใช้แบบจำลอง Switching Regression ในการกำหนดปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับ ผลการศึกษาพบว่าในประเทศไทยมีรถตัดอ้อยที่ใช้อยู่ในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,718 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถตัดที่ผลิตในประเทศร้อยละ 67 และที่เหลือเป็นรถตัดอ้อยนำเข้าซึ่งมีทั้งใหม่และเก่า เกษตรกรสามารถดำเนินการใช้รถตัดอ้อยได้ต่ำกว่าสมรรรถนะของรถและไม่แตกต่างกันระหว่างรถตัดอ้อยใหม่หรือเก่า ผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุน พบว่า กรณีตัดอ้อยใหม่ที่ผลิตในประเทศมีขนาดเครื่องยนต์ 200-250 ราคา 4-5 ล้านบาท เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนในปีที่ และ 300-350 แรงม้า ราคา 8.5 ล้านบาท เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนในปีที่ 7 10 รถตัดอ้อยใหม่และเก่านำเข้า ขนาดเครื่องยนต์ 300-350 แรงม้า ลงทุน 8-12.5 ล้านบาท ใช้เวลามากกว่า 10 ปีขึ้นอยู่กับปริมาณการตัดอ้อยที่เกษตรกรสามารถบริหารจัดการได้ เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเฉลี่ยส่วนเพิ่ม (Average Incremental Cost: AIC) ของต้นทุนการใช้รถตัดอ้อยและการบรรทุกอ้อย ณ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 อยู่ระหว่าง 159.42 - 301.93 บาทต่อตัน ขึ้นกับราคารถตัดอ้อยที่ต้องลงทุนเริ่มแรกและปริมาณอ้อย ที่ตัดได้ สำหรับปัจจัยที่กำหนดการตัดสินใจการใช้รถตัดอ้อยของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สถานการณ์ด้านการขาดแคลนแรงงาน รายได้จากอ้อย ปริมาณอ้อยส่งโรงงาน การมีเพื่อนบ้านใช้รถตัดอ้อย การมีทัศนคติเชิงลบด้านการเผาอ้อย การมีทัศนคติเชิงบวกต่อรถตัดอ้อย และเกษตรกร ที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง รวมถึงนโยบายการส่งเสริมการใช้รถตัดอ้อยของโรงงานน้ำตาล ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรที่ใช้รถตัดอ้อยจะมีผลผลิตอ้อยเฉลี่ยต่อไร่มากกว่าเกษตรกรที่ไม่ใช้ รถตัดอ้อยเท่ากับ 4.86 ตันต่อไร่ และมีค่าความหวานมากกว่า 0.69 จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าการใช้รถตัดอ้อยมีความจำเป็นเนื่องจากปัญหาด้านการขาดแคลน แรงงานแต่รัฐบาลควรให้ความสำคัญด้านการส่งเสริมให้มีการใช้รถตัดอ้อยให้มีประสิทธิภาพ โดย ผู้ใช้งานต้องมีการฝึกฝนคนขับรถตัดอ้อยให้มีความชำนาญ และต้องมีการปรับปรุงพัฒนาระบบโลจิสติกส์ขาเข้าโรงงานน้ำตาลตั้งแต่ระบบขนถ่ายอ้อยจากรถตัดสู่รถบรรทุก การสร้างลานขนถ่าย และ การลดระยะเวลาการรอของรถบรรทุกอ้อย ด้านการกำหนดเกณฑ์ในการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ควรกำหนดระยะเวลาการคืนเงินกู้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และที่สำคัญต้องมีการกำหนด มาตรฐานรถตัดอ้อยที่นำเข้าและที่ผลิตในประเทศซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการก าหนดมาตรฐานดังกล่าว