โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เฉพาะ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่ เฉพาะมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตอ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและ ปาล์มน้ำมัน โดยการจัดการน้ำ การจัดการธาตุอาหาร การจัดการปุ๋ยเคมีร่วมกับน้ำและการอารักขาพืช 2) พัฒนา เทคนิควิเคราะห์ธาตุอาหารในดินและใบปาล์มน้ำมัน ปริมาณและคุณภาพน้ำมันอย่างรวดเร็ว แม่นยำและประหยัด ด้วยเครื่อง FT-NIR และใช้เทคนิค SCMR ประเมินปริมาณไนโตรเจนในใบอ้อยและมันสำปะหลัง และ 3) ทดสอบ และขยายผลนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับพันธุ์และเครื่องจักรกลเกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิตและ ลดต้นทุนการผลิตอ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันในพื้นที่เฉพาะที่มีความแตกต่างกัน ผลการ ดำเนินงาน 4 โครงการย่อยในปี 2565 มีดังนี้ โครงการย่อยที่ 1 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับ พื้นที่เฉพาะ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้เศษซากอ้อยในแปลง อ้อยอายุ 9 เดือน ให้น้ำหนักแห้งใบรวม 1.63 ตันต่อไร่ การเพิ่มมวลชีวภาพและผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมพบว่า การตัดอ้อยต่ำจากจุดหักธรรมชาติ 15 เซนติเมตร มวลชีวภาพสูงสุด 1.62 ตันต่อไร่ และการตัดอ้อยที่จุดหัก ธรรมชาติให้ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลสูงสุด 11.5 และ 1.97 ตันต่อไร่ ตามลำดับ การผลิตที่เหมาะสมต้องให้ ความสำคัญกับการจัดการน้ำเนื่องจาก หากอ้อยขาดน้ำตลอด 140 วันหลังงอก และการขาดน้ำช่วงครึ่งแรกและ ครึ่งหลังของระยะแตกกอมีผลให้อ้อยตาย 100 และ 33 เปอร์เซ็นต์ ตาม การใส่ปุ๋ยรองพื้น 50 เปอร์เซ็นต์ของ คำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินหรือให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำหยด 75 เปอร์เซ็นต์ รักษาระดับผลผลิตได้ใกล้เคียงกับปุ๋ย อัตราแนะนำทางดิน การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน การปล่อยแมลงหางหนีบขาวงแหวนหลังพบหนอน กอระบาด ช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูอ้อยได้ โครงการย่อยที่ 2 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เฉพาะ การให้น้ำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์ นครสวรรค์ 5 แบบน้ำพุ่ง 75 เปอร์เซ็นต์ของค่าคายระเหยน้ำ ให้ผลผลิตสูง 1.03 ตันต่อไร่ ระยะปลูกที่เหมาะสม สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์ดีเด่น NSX152067 ในกลุ่มดินเหนียว-ร่วนเหนียวคือ 75?25 เซนติเมตร ผลผลิตสูงสุด 1.03 ตันต่อไร่ และปุ๋ย 15 และ 20 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ ให้ผลผลิต 1.17-1.25 ตันต่อไร่ ปุ๋ย ไนโตรเจนมีผลต่อความสูงต้นและค่า SCMR ของสายพันธุ์แท้ตากฟ้า 5 (พันธุ์พ่อ) และพันธุ์ดีเด่น NSX152067 การจัดการโรคและแมลงศัตรู การคลุกเมล็ดร่วมกับพ่นสารทางใบ 2-4 ครั้ง ช่วยลดความเสียหายช่วงข้าวโพดงอก ถึง 35 วัน หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเข้าทำลายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากระยะเจริญเติบโตทางลำต้น-ใบ และลดลง ระยะก่อนออกดอกและติดฝัก และป้องกันโดยการปล่อยมวนพิฆาตอัตรา 500 ตัวต่อไร่ 1-2 ครั้งต่อฤดูปลูก การ ทดสอบพันธุ์ร่วมกับการจัดการธาตุอาหารพบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 5 ที่ทดสอบในจังหวัด นครราชสีมา อุบลราชธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และยโสธรให้ผลตอบแทนต่อการลงทุน (BCR) สูงสุด 1.74 2.05 1.68 2.50 และ 2.61 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับพันธุ์นครสวรรค์ 4 และพันธุ์การค้า และแนะนำเกษตรกรปลูกได้ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด นครราชสีมา การคลุกเมล็ด ด้วยแอนทรานิลิโพรล 20% เอสซี (กลุ่ม 28) อัตรา 20 ซีซี/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ก่อนปลูก และพ่นสไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน 3-4 ครั้ง/รอบการผลิต พร้อมปล่อยมวนพิฆาต (วิธีทดสอบ) พบว่า เปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายและการระบาดลดลงกว่าวิธีของเกษตรกร อุบลราชธานี ใช้สารชีวภัณฑ์บีที 100 ซีซี ต่อ น้ำ 20 ลิตร พ่นทุกวันที่ 7 14 21 และ 28 วันหลังงอกตอนเย็น ควบคู่กับแมลงหางหนีบขาวงแหวนเมื่อข้าวโพด อายุ 10 วัน อัตรา 500 ตัวต่อไร่ และอิมาเบคตินเบนโซเอต อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุกวันที่ 7 14 21 และ 28 วันหลังงอกตอนเย็นลดการทำลายของหนอนได้ แต่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงควรเลี้ยงแมลงหาง5 หนีบขาวงแหวนใช้เอง โครงการย่อยที่ 3 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังอย่างมี ประสิทธิภาพและเหมาะสมเฉพาะพื้นที่ การจัดการปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยดพบว่า มันสำปะหลังให้ผลผลิตหัวสด 5.95-6.35 ตันต่อไร่ และผลผลิตแป้ง 1.86-1.93 ตันต่อไร่ การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินและให้ปุ๋ยไนโตรเจนใน ระบบน้ำหยด 2 ครั้ง (ขอนแก่น) ผลผลิตหัวสด 8.61 ตันต่อไร่ ผลผลิตแป้ง 2.26 ตันต่อไร่ การใช้ SPAD ประเมิน ปริมาณไนโตรเจนในใบหลังใส่ปุ๋ย 15 วัน ใช้สมการความสัมพันธ์ต่างๆ ดังนี้ Nเกษตรศาสตร์ 50=- 0.0102SCMR2+0.9306SCMR-16.39 (R2=0.61**), Nระยอง 11 =-0.0093SCMR2+0.9921SCMR-20.662 (R2=0.67NS) N ระยอง 15 =-0.0482SCMR2+3.8498SCMR-71.925 (R2=0.90**) สำหรับการจัดการธาตุอาหารพืชด้วยวัสดุอินทรีย์ ปุ๋ย อินทรีย์และปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพบว่า ระยอง พันธุ์ระยอง 9 ผลผลิตหัวสด ผลผลิตแป้งและผลผลิตมัน แห้งสูงสุด 7.79 2.07 และ 2.92 ตันต่อไร่ เมื่อใส่ปุ๋ย 16-8-16 กิโลกรัม N-P2O5-K2O ต่อไร่ ร่วมกับไถกลบต้น-ใบมันฯ 3 ตันต่อไร่ การไถกลบต้น-ใบมันฯ 3 ตันต่อไร่ ปลดปล่อย CO2 มากสุด 2.29 ตัน CO2 ต่อไร่ นครราชสีมา การใส่ปุ๋ย 16- 8-16 กิโลกรัม N-P2O5-K2O ต่อไร่ร่วมกับไถกลบต้น-ใบมันฯ 3 ตันต่อไร่ ปลดปล่อย CO2 มากสุด 2.65 ตัน CO2ต่อ ตารางเมตร ระบบปลูกมันสำปะหลังหมุนเวียนพืชตระกูลถั่วปีเว้นปีและแซมพืชตระกูลถั่วทุกปี อินทรียวัตถุ 0.35- 0.36 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่อง (0.29 เปอร์เซ็นต์) ระบบปลูกมันสำปะหลังแซมด้วยพืชตระกูลถั่ว ทุกปีพบว่า การใส่ปูนขาว 50 กิโลกรัมต่อไร่ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 1 ตันต่อไร่ ถั่วลิสงให้ผลผลิตฝักสด 299 กิโลกรัมต่อไร่ การจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสมกับอัตราประชากรในพื้นที่ความอุดมสมบูรณ์ต่ำพบปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์กับ การจัดการธาตุอาหารและอัตราประชากรต่อการให้ผลผลิตหัวสด ผลผลิตแป้งและผลผลิตมันแห้ง การปลูกมัน สำปะหลังพันธุ์ระยอง 9 มีรายได้และกำไรสุทธิสูงสุด (19,006 และ 12,205 บาทต่อไร่ ตามลำดับ) ที่อัตราประชากร 3,333 ต้นต่อไร่และปุ๋ย 33.33-4-33.33 กิโลกรัม N-P2O-K2O ต่อไร่ โครงการย่อยที่ 4 การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน อิทธิพลของการให้น้ำร่วมกับปุ๋ยเคมีต่อปาล์ม น้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 พบว่า ผลผลิตเฉลี่ย 8 ปี ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีและศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุ ราษฎร์ธานี ปาล์มน้ำมันที่อาศัยน้ำฝน มีค่า 2.91 และ 3.50 ตันต่อไร่ต่อปี ตามลำดับ และการให้น้ำ 1.2 เท่าของ ค่าระเหยน้ำมีค่า 4.44 และ 4.64 ตันต่อไร่ต่อปี ตามลำดับ และการให้น้ำ 1.2 เท่าของค่าระเหยน้ำร่วมกับปุ๋ยร้อย ละ 125 ของอัตราแนะนำ ให้ผลผลิตสูงสุด 4.67 และ 5.09 ตันต่อไร่ต่อปี ตามลำดับ การปลูกพืชแซมร่วมกับการ จัดการน้ำและธาตุอาหารปาล์มน้ำมันพบว่า ธาตุอาหารในใบต่ำกว่าเกณฑ์เหมาะสม จึงปรับเพิ่มปุ๋ยเคมีจากอัตรา เดิม การใช้คลื่นแสงอินฟาเรดย่านใกล้ (FT-NIRS) ประเมินดิน ใบและน้ำมัน ได้สมการประเมิน pH ดินที่ สัมประสิทธิ์การพิจารณา (R2-val) ค่าความผิดพลาดมาตรฐานของแบบจำลอง (RMSECV) และ Bias มีค่า 0.8622 0.391 และ 0.00374 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และสมการประเมินอินทรียวัตถุ R2-val RMSECV และ Bias มีค่า 0.8559 0.205 และ -0.00059 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยสมการดังกล่าวใช้ได้ในงานวิจัยและงานทั่วไป สมการ ประเมินไนโตรเจนในใบ R2-val มีค่าสูง 0.9538 และ RMSECV มีค่า 0.0693 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และใช้ได้ใน ระดับประกันคุณภาพ สมการประเมินน้ำมันเปลือกผลสด R2-cal และ RMSECV มีค่า 0.983 และ 1.61 ตามลำดับ เมื่อทดสอบสมการ R2-val และ RPD มีค่า 0.981 และ 7.3 ซึ่งความใช้ได้อยู่ในระดับประกันคุณภาพ สมการ ประเมินน้ำมันเปลือกผลแห้ง R2-cal และ RMSECV มีค่า 0.963 และ 2.29 เมื่อทดสอบสมการ R2-val และ RPD มีค่า 0.959 และ 4.95 สมการประเมินน้ำมันเปลือกผลแห้งบด R2-cal และ RMSECV มีค่า 0.975 และ 1.87 เมื่อ ทดสอบสมการ R2-val และ RPD มีค่า 0.971 และ 5.93 ซึ่งความใช้ได้อยู่ในระดับทั่วไป การเลี้ยงชันโรงในสวน ปาล์มน้ำมัน ความหวานน้ำผึ้งชันโรงมีค่า 73.0-73.5 เปอร์เซ็นต์ การทดสอบพันธุ์ปาล์มน้ำมันพบว่า ปาล์มน้ำมัน ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 8 อายุ 5 ปี ผลผลิตสูงสุด 2.72 ตันต่อไร่ และพบว่า ปาล์มน้ำมันลูกผสมของกรมวิชาการ เกษตรและพันธุ์ทางการค้าที่ปรับปรุงพันธุ์ในไทยมีการปรับตัวและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่นำเข้าจาก ต่างประเทศ