โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่สำคัญ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาล ไบโอเอทานอล และพลังงานชีวภาพ แต่ปริมาณผลผลิตอ้อยที่จะป้อนให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความผันผวน ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ดังนั้นเพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีเสถียรภาพและยั่งยืน โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ จึงได้ดำเนินการพัฒนาพันธุ์อ้อย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 หรือ LK92-11 อย่างน้อยร้อยละ 3 ความหวานมากกว่า 13 ซีซีเอส และไว้ตอได้ดี เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว เขตดินทราย และร่วนทราย ในสภาพอาศัยน้ำฝน และในเขตชลประทาน รวมทั้งพันธุ์ที่มีคุณสมบัติสำหรับใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมชีวภาพ ดำเนินการระหว่างปี 2565-67 โดยใช้วิธีการปรับปรุงพันธุ์แบบมาตรฐาน ได้แก่ การผสมพันธุ์ คัดเลือก และประเมินผลผลิตในอ้อยชุดปีต่างๆ ตามเงื่อนไขและสภาพพื้นที่ ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และวิธีการจัดการ ได้แก่ ศึกษาโครงสร้างของยีนที่เกี่ยวข้องกับความหวานและการทนแล้ง ปฏิกิริยาต่อโรคเน่าแดงและแส้ดำ การสะสมน้ำตาล ประสิทธิภาพการใช้น้ำและปุ๋ย รวมทั้งศึกษาศักยภาพการผลิตแก๊สชีวภาพ และไบโอเอทานอล ผลการทดลองปี 2565 พบว่า ในสภาพดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว โคลนอ้อยดีเด่นจำนวน 4 โคลน ได้แก่ NSUT13-106 NSUT13-154 NSUT13-289 และ NSUT13-313 ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์ LK92-11 ร้อยละ 8-36 โดยโคลน NSUT13-313 และ NSUT13-154 ให้ผลผลิตอ้อยสูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 ร้อยละ 15 และ 1 ตามลำดับ ในเขตดินทราย และร่วนทราย คัดเลือกอ้อยโคลนดีเด่นขั้นที่ 2 ในชุดปี 2560 และ 2561 ได้ 9 และ 68 โคลน ตามลำดับ และในสภาพชลประทานและน้ำเสริม คัดเลือกอ้อยโคลนดีเด่น 3 โคลน ได้แก่ UT10-023 UT15-060 และ UT15-337 สำหรับในส่วนของอ้อยพลังงานชีวภาพ โคลนดีเด่นที่ให้ผลผลิตสูง ได้แก่ KK07-250 KK07-599 KK12-050 KK12R-186 KK13-203 และ KK13-330 โดยโคลน KK13-203 มีศักยภาพการผลิตแก๊สชีวภาพสูงสุด ส่วนอ้อยพลังงานชีวมวลโคลนดีเด่นที่มีผลผลิตน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งสูง ได้แก่ KK09-0844 KK12R-062 และ KK12R-087 ซึ่งโคลนอ้อยทั้งหมดที่คัดเลือกไว้ จะถูกนำเข้าประเมินศักยภาพการให้ผลผลิตตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ต่อไป อนึ่งในการพัฒนาเทคนิคที่รวดเร็วและแม่นยำในการตรวจสอบปฏิกิริยาต่อโรคเน่าแดง ได้จำแนกเชื้อสาเหตุด้วยเทคนิค PCR และทดสอบปฏิกิริยาการเกิดโรคด้วยวิธีปลูกเชื้อบนเส้นกลางใบ (wound pin prick method) และบนลำอ้อย (wound plug method) พบว่าทั้ง 2 วิธี ให้ผลสอดคล้องกัน โดยวิธี wound pin prick สามารถลดระยะเวลาในการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดโรคจาก 2 เดือน เหลือเพียง 2 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับวิธี wound plug สำหรับในโรคแส้ดำ สามารถแยกเชื้อ Sporisorium scitamineum บริสุทธิ์ และบ่งชี้ชนิดด้วยเทคนิค PCR ได้ จำนวน 8 ไอโซเลต และเมื่อทดสอบการเกิดโรคแส้ดำ โดยการแช่ข้อตาด้วยสารแขวนลอยสปอร์เชื้อ S. scitamineum พบว่า ไอโซเลตที่ 1 มีความรุนแรงในการเกิดโรคมากที่สุด