โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า ปี 2565 ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ได้แก่ 1. โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเส้นใย (ฝ้ายและกัญชง) 2. โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชน้ำมัน(งา และทานตะวัน) 3. โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อบริโภคสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร 4. โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำ 5. โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาพันธุ์ถั่วหรั่ง และ 6 โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่เฉพาะกลุ่ม (อ้อยอาหารสัตว์ และข้าวฟ่าง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพันธุ์ฝ้าย กัญชงที่มีศักยภาพที่ดีทั้งในด้านให้ผลผลิต คุณภาพเส้นใย และสารสำคัญ พร้อมทั้งเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาพันธุ์งา และทานตะวัน ให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตสูง พันธุ์งาปริมาณน้ำมัน และปริมาณเซซามินสูง พัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังบริโภคให้ได้พันธุ์/สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการสูงเหมาะสำหรับแปรรูป พัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่ให้ปริมาณและคุณภาพน้ำอ้อยสดเทียบเท่าหรือดีกว่าอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ความไม่หวานไม่ต่ำ 18 องศาบริกซ์ มีสีเขียวอมเหลือง และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมพัฒนาพันธุ์ถั่วหรั่งที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สงขลา 1 พร้อมทั้งข้อมูลประกอบการรับรองพันธุ์ เพื่อรวบรวมและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างหวานและข้าวฟ่างเมล็ดเพื่อผลผลิตและคุณภาพสูง เพื่อพัฒนาพันธุ์อ้อยอาหารสัตว์ที่ให้ผลผลิตและมีคุณค่าทางโภชนะสูง รวมทั้งศึกษาความต้านทานแมลงศัตรูของฝ้ายและงา เทคโนโลยีเฉพาะเกี่ยวกับระยะปลูกและอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมของถั่วหรั่ง ตลอดจนการจำแนกพันธุ์งาและกัญชงโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลชนิดเอสเอสอาร์สำหรับเป็นข้อมูลในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ในการปรับปรุงพันธุ์ ระเบียบวิธีวิจัยของโครงการ จะเป็นงานวิจัยด้านปรับปรุงพันธุ์ จึงดำเนินการตามวิธีการและขั้นตอนการปรับปรุงพันธ์พืช และมีการศึกษาข้อมูลจำเพาะด้านต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการรับรองพันธุ์ ผลการทดลอง ได้ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 เส้นใยยาวปานกลางสีน้ำตาล ต้านทานต่อโรคใบหงิก ทนทานต่อเพลี้ยจักจั่น ผลผลิต 154 กก./ไร่ คุณภาพเส้นใยดี ได้ฝ้ายเส้นใยสั้นสายพันธุ์ดีเด่นทนทานต่อศัตรูฝ้าย 4 สายพันธุ์ คือ 11-5-3-15 11-5-3-18 11-5-1-1และ 11-5-1-4 ได้ฝ้ายสายพันธุ์ดีเด่นเส้นใยสีเขียวที่ทนทานต่อศัตรูฝ้าย 4 สายพันธุ์ คือ V1/TF86-5-B-B-B-44B V1/TF86-5-B-B-B-47B V1/TF86-5-B-B-B-54B และV1/TF86-5-B-B-B-55B ได้เครื่องหมายโมเลกุลเอสเอสอาร์ 4 คู่ไพรเมอร์ที่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างพันธุ์ของกัญชงได้ดี คือ ไพรเมอร์ CAN0031 CAN0126 CAN0576B และ SSR hemp3 ได้งาสายพันธุ์ดีเด่นจากการเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร จ.อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ และเชียงใหม่ ที่ให้ผลผลิตสูง และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี 5 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ UBSE59-5-2-37 UBSE59-5-3-31 UBSE59-9-2-41 UBSE59-10-1-40 และ UBSE59-11-5-47 ให้ผลผลิต 56-65 กก./ไร่ ในขณะที่งาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 1 ผลผลิต 42 กก./ไร่ ได้ประเมินและคัดเลือกพันธุ์งาที่มีปริมาณน้ำมัน และปริมาณสารเซซามินสูง ปริมาณน้ำมันสูงคัดเลือกได้ 5 พันธุ์/สายพันธุ์ ปริมาณน้ำมัน 46.34-50.67 เปอร์เซ็นต์ งาพันธุ์พื้นเมืองลาว ปริมาณเซซามิน 5.90 mg/g และงาพันธุ์พื้นเมืองเลย ปริมาณเซซามิน 5.79 mg/g สูงกว่าพันธุ์อื่นๆ มันสำปะหลังเพื่อบริโภคได้เมล็ดลูกผสมแบบกำหนดพ่อแม่ (CMRE) 1,345 เมล็ด จาก 163 คู่ผสม และได้เมล็ดลูกผสมเปิด (OMRE) 7,167 เมล็ด จาก 90 ต้นแม่พันธุ์ รวมเมล็ดที่ผสมได้ 8,512 เมล็ด การศึกษาและพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลของยีนที่เกี่ยวข้องกับสารเบต้าแคโรทีนในมันสำปะหลัง กลุ่มมันสำปะหลังที่มีสีเนื้อหัวสดสีเหลือง พบยีน Lycopene beta-cyclase (lcyB) เกี่ยวข้องกับการสร้างสารเบต้าแคโรทีนในหัวมันสำปะหลัง และพบความผันแปรทางพันธุกรรมของ SNPs จำนวนทั้งหมด 44 SNPs (ตำแหน่ง) และค้นหาเอนไซม์ตัดจำเพาะที่ใช้ตัดนิวคลีโอไทด์ตำแหน่ง SNPs ได้ 13 SNPs และออกแบบไพรเมอร์ได้ 4 คู่ไพรเมอร์ ส่วนการศึกษาและพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลของยีนที่เกี่ยวข้องกับธาตุเหล็กในมันสำปะหลัง กลุ่มมันสำปะหลังที่มีธาตุเหล็กสูงพบยีน Ferritin (FER), ยีน Iron transporter (IRT) เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์และสะสมธาตุเหล็กในมันสำปะหลัง การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำชุดที่ 4 จากลักษณะทางการเกษตรที่ดี คุณภาพสีน้ำอ้อยและการไม่ตกตะกอน มีผลผลิตสูง และมีองค์ประกอบผลผลิตดี เช่น ปริมาณน้ำอ้อยสด ความหวาน คุณภาพน้ำคั้น (สี รสชาติ กลิ่นหอม) คัดเลือกได้ 15 โคลน การผสมพันธุ์อ้อยคั้นน้ำชุดปี 2565 ได้ 57 คู่ผสม และได้ช่อดอกตัวเมียที่ผสมแล้ว 119 ดอก สามารถเพาะเมล็ดจนได้ต้นกล้าอ้อยคั้นน้ำลูกผสมทั้งหมด 7,167 ต้น การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำจากก่อกลายพันธุ์ปี 2563 จากการแช่ตาอ้อยคั้นน้ำด้วยสารเคมีก่อกลายพันธุ์ คัดลือกโคลนดีเด่นได้ 24 โคลน การผสมพันธุ์ถั่วหรั่ง ผสมได้เมล็ด F1 จากคู่ผสม สงขลา 1 x Tvsu 460 และ 23-1C-2-2 x Tvsu 460 คู่ผสมละ 1 เมล็ด การเปรียบเทียบมาตรฐานสายพันธุ์ถั่วหรั่งจากการผสมพันธุ์ชุดปี 58-59 มี 5 สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง คือ SK58-3 SK58-9 SK58-12 SK58-19 และ SK58-20 ผลผลิตฝักสด 106-134 กก./ไร่ สูงกว่าพันธุ์สงขลา 1 สายพันธุ์ SK58-3 (ฝักสด 134 กก./ไร่) สูงกว่าพันธุ์ TVsu1221 (ฝักสด 133 กก./ไร่) ระยะปลูก 40x40 เซนติเมตร ให้ผลผลิต 658 กก./ไร่ และอัตรา 4.5-13.5-9 กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O ให้ผลผลิตฝักสด 551 กก./ไร่ เหมาะสมสำหรับถั่วหรั่งสายพันธุ์ 23-1C-2-2 คัดเลือกอ้อยอาหารสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูงได้ 11 โคลน ได้แก่ F03-363 KK13-584 KK05-577 KK09-1426 KK13-574 KK10-159 KK08-189 KK06-905 KK06-897 KK06-895 และ KK05-576 ให้ผลผลิตอ้อยปลูกและอ้อยตอ 1 ระหว่าง 10.42-25.82 ตัน/ไร่/8 เดือน การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร : พันธุ์ข้าวฟ่างหวานเพื่อผลผลิตและคุณภาพสูง สายพันธุ์ CB5 มีแนวโน้มน้ำหนักสด ปริมาณน้ำคั้นและกากต่อไร่ มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ในพื้นที่จังหวัด อุบลราชธานี ลพบุรี และนครสวรรค์ สายพันธุ์ CB7 มีแนวโน้มให้น้ำหนักสดสูง และสายพันธุ์ CB 23 มีปริมาณน้ำคั้นและกากต่อไร่สูงกว่าสายพันธุ์อื่น ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี