โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักและพืชไร่ในระบบเกษตรอินทรีย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักและพืชไร่ในระบบเกษตรอินทรีย์เริ่ม ดำเนินการในปี 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ในระบบเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสม พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ชนิดพืชที่ใช้ศึกษาวิจัย ได้แก่ ถั่วฝักยาว มะเขือ เทศ พริก กวางตุ้ง คะน้า ผักชี ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด งา และข้าวโพดหวาน ผลการวิจัยมีดังนี้ (1) เทคโนโลยี การจัดการธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ พบว่าการใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศอัตราเทียบเคียงตามค่า วิเคราะห์ดิน 75 % ร่วมกับปุยชีวภาพ PGPR- ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ถั่วฝักยาว และมะเขือเทศเชอรี่ที่ความชื้น 12% สูงกว่ากรรมวิธีอื่น และสูงกว่าการใช้ปุยคอกเพียงอย่างเดียว โดยได้เมล็ดพันธุ์ 10.23 กรัม/ตารางเมตร และ 200 เมล็ด/ตารางเมตร ตามลำดับ และให้ผลไปในทางเดียวกันกับการเพาะปลูกกวางตุ้ง คะน้า และผักชี โดยทำให้พืช ทั้งสามชนิดมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่ากรรมวิธีอื่น แต่การทดสอบกรผลิตเมล็ดพันธุ์กวางตุ้ง คะน้า ผักชียังไม่ ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีฝนตกและน้ำท่วมในช่วงที่พืชติดดอกและติดเมล็ด ส่วนการใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศ 1,500 กก/ไร่ เป็นอัตราที่ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 ถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์เชียงใหม่ 84-2 และ งาแดง พันธุ์อุบลราชธานี 2 มีผลผลิตสูงที่สุด โดยได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ 68.6, 58.5 และ 62.0 กิโลกรัม/ไ ตามลำดับ และการใส่ปุ้ยหมัก 6,000 กิโลกรัม/ไร่ เป็นอัตราที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวาน ลูกผสมพันธุ์สงขลา 84-1 ในสภาพพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยทำให้ได้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ความชื้น 12% สูง ที่สุดคือ 47.43 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุม คือ 16.97 กก./ไร่ (2) เทคโนโลยีการจัดการ ศัตรูพืชระหว่างการเพาะปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์พริกการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย 1 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร พ่นทุก 3-7 วัน ตลอดฤดูกาลเพาะปลูกสามารถลดการระบาดของแมลงหวี่ขาวและเพลี้ยไฟได้ และให้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ ปริมาณมากที่สุดคือ 81.25 และ 80.00 กรัม/พื้นที่ 5 ตารางเมตร และการพ่นแบคทีเรีย Bacillus thruringiensis อัตรา 60-80 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สามารถกำจัดหนอนเจาะฝักถั่วในแปลงถั่วฝักยาวได้ดีที่สุด และ (3) เทคโนโลยีการ จัดการศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองในระบบเกษตรอินทรีย์ โดยการประยุกต์ใช้สารชีวภัณฑ์และ สมุนไพรการใช้สารชีวภัณฑ์ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตในการเคลือบเมล็ดพันธุ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิตและควบคุมเชื้อราสาเหตุโรครากเน่า โคนต้นเน่าของถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์เชียงใหม่ 84-2 ในปี 2565 ได้ ทดสอบการควบคุมการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรค ด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis สายพันธุ์ BS20W33 และ BS20W1 ของกรมวิชาการเกษตรในสภาพห้องปฏิบัติกร บว่าสามารถยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อราได้ จึงเลือกชีวภัณฑ์ BS20W33 แล ะ BS20W1 ไปเคลือบเมล็ดพันธุ์ในปีต่อไป และผลของการเคลือบเมล็ดพันธุ์ถั่ว เหลืองฝักสด พันธุ์เชียงใหม่ 84-2 ด้วยน้ำมันสะเดาเพื่อป้องกันกำจัดเชื้อราในโรงเก็บ พบว่าที่ระดับความเข้มข้น 400 ppm. มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา Aspergillus favus ได้คิดเป็นร้อยละ 100 จึงได้นำ น้ำมันสะเดาความเข้มข้น 400 ppm อัตรา 2 4 6 และ 8 มิลลิลิตร มาทดสอบการเคลือบเมล็ดพันธุ์ และเก็บ รักษาที่อุณหภูมิ 20 องศาเซสเชียส มีแผนการสุ่มตรวจสอบเชื้อราในโรงเก็บ ความงอกมาตรฐาน และความ แข็งแรงโดยการเร่งอายุ ทุก 30 วัน จำนวน 12 ครั้ง ในปี 2566 สรุปผลการวิจัยในปี 2565 ได้เทคโนโลยีการ จัดการธาตุอาหารพืชและศัตรูพืชสามารถใช้เป็นแนวทางในการวิจัยและพัฒนาทดสอบเทคโนโลยีพร้อมทั้งขยาย ผลสู่เครือข่ายเกษตรกรในระบบเกษตรอินทรีย์ได้ตามแผนการดำเนินงานปี 2566 ต่อไป