การแก้ปัญหา PM2.5 จากการเผาใบอ้อยด้วยการใช้เครื่องจักรกลเกษตร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาวิธีการใช้เครื่องจักรกลเกษตรทดแทนการเก็บเกี่ยวอ้อยด้วยวิธีการเผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว ผลการวิจัยโดยสรุปพบว่า รูปแบบการใช้งานเครื่องจักรเกษตรที่เหมาะสม ประกอบด้วย 4 รูปแบบ ดังนี้รูปแบบที่ 1 รถตัดอ้อยขนาดใหญ่ มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 6.6 ปีขึ้นไป โดยควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ 20,000 ตันขึ้นไป เหมาะสำหรับเกษตรกรรายใหญ่ ที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 20,000 ตัน และมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากกว่า 2,000 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร สำหรับเกษตรกรรายใหญ่ ที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 6,000 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 600 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร ควรรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายกลางในพื้นที่ใกล้เคียง ที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 200-2,500 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 20-250 ไร่รูปแบบที่ 2 รถตัดอ้อยแบบมีกล่องร่วมกับรถคีบกล่อง มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 6 ปีขึ้นไป ควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ6,000 ตันขึ้นไป เหมาะสำหรับเกษตรกรรายกลาง ที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 6,000 ตัน และมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากกว่า 600 ไร่ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 80 กิโลเมตร ส่วนเกษตรกรรายกลาง ที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 2,500 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 250 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 80 กิโลเมตร ควรรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายกลางหรือรายเล็กในพื้นที่ใกล้เคียง ที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 200-2,500 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 20-250 ไร่รูปแบบที่ 3 เครื่องสางใบร่วมกับเครื่องตัดอ้อยลำแบบมีกระบะรวมกองและรถคีบอ้อย มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 5.5 ปีขึ้นไป ควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ 800 ตันขึ้นไป เหมาะสำหรับ เกษตรกรรายกลาง ที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 800 ตันขึ้นไป และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 80 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร สำหรับ เกษตรกรรายเล็ก ที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 50-200 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 5-20 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร ควรส่งเสริมการรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นให้ได้ผลผลิตอ้อยส่งโรงงานประมาณ 800 ตัน โดยเน้นการเพิ่มผลผลิต และควบคุมเงื่อนไขแปลงให้เหมาะสมกับเครื่องจักรรูปแบบที่ 4 เครื่องสางใบร่วมกับแรงงานคนตัดและรถคีบอ้อย มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 5.1 ปีขึ้นไป ควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ 600 ตันขึ้นไปจึงจะคุ้มทุน เหมาะสำหรับ เกษตรกรรายเล็ก ที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 600 ตันขึ้นไป และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 60 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร สำหรับ เกษตรกรรายเล็ก ที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 10-100 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 1-5 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตรควรส่งเสริมการรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นให้ได้ผลผลิตอ้อยส่งโรงงานประมาณ 600 ตัน โดยเน้นการใช้แรงงานครัวเรือน และช่องทางในการติดต่อกับผู้รับเหมารถบรรทุก 10 ล้อเพื่อทำงานร่วมกัน หรือกรณีเกษตรกรรายเล็กที่อยู่ห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 20 กิโลเมตร อาจใช้รถบรรทุกเกษตร (รถอีแต๋น) ในการขนส่งจะทำให้ประหยัดค่าขนส่งได้รูปแบบการใช้เครื่องจักรกลเกษตรเก็บเกี่ยวอ้อยกับการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 สรุปได้ว่า การส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรให้สอดคล้องกับสภาพข้อจำกัดของพื้นที่และบริบทด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย จะสามารถลดการเผาใบอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่เผาใบอ้อยในปัจจุบัน โดยวิธีการที่เกษตรกรให้ความสนใจและพร้อมใช้มากที่สุด คือ วิธีการใช้รถตัดอ้อยร่วมกับรถบรรทุก และวิธีการใช้เครื่องสางใบอ้อยร่วมกับแรงงานคนตัดและเครื่องคีบอ้อยคำสำคัญ: PM2.5, การเผาอ้อย, เครื่องจักรกลเกษตร, การเก็บเกี่ยว