กระบวนทัศน์ใหม่ ของการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนา และฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน จังหวัดน่าน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ป่าไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีบทบาทส้าคัญต่อระบบนิเวศ และรักษาดุลยภาพของธรรมชาติ เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความส้าคัญต่อความอยู่รอดของการด้ารงอยู่ของสรรพชีวิตช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้ของประเทศถูกท้าลายลงอย่างรวดเร็วดังข้อมูลการส้ารวจใน ปีพ.ศ. 2504 พบว่า พื้นที่ป่าโดยภาพรวมของประเทศ มีพื้นที่ 273,629.00 ตารางกิโลเมตร หรือ 53.33 และจากการส้ารวจข้อมูลเชิงสถิติในปี พ.ศ.2552 พบว่าพื้นที่ป่าของประเทศ มีพื้นที่ 171,585.65 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 33.44 ซึ่งลดลงจากปี พ.ศ.2504 ถึง 171,585.65 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 33.44 ซึ่งลดลงจากปี พ.ศ.2504 ถึง 102,043.35 ตารางกิโลเมตร หรือ 19.89% หรือลดลงร้อยละ 37.3 ของพื้นที่ป่า (www.seub.or.th) การบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องมีผลท้าให้โครงสร้างของป่าเปลี่ยนและอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ขั้นวิกฤติ อันเป็นผลมาจากหลายปัจจัย อาทิ การเพิ่มขึ้นของจ้านวนประชากร และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของพื้นที่การเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการผลิตเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจ้าเป็นต้องใช้พื้นที่จ้านวนมาก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อการใช้ที่ดินในเขตป่าอย่างกว้างขวาง ดังข้อมูลเชิงสถิติจากหลายหน่วยงาน อาทิ รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยปี พ.ศ.2553 ของส้านักงานธนาคารโลก (2551) รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511-2554 ของส้านักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2552) รายงานของมูลนิธิโลกสีเขียว (2553) ยศ สันติสมบัติ (2552) ได้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤติการทางทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศน์ของประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของตัวฐานทรัพยากรธรรมชาติ ทั้ง ป่า ดิน น้้า ที่เสื่อมโทรมลง การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ลุ่มน้้าทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทั้งในทางกายภาพและทางชีวภาพ ของพื้นที่และส่งผลกระทบต่อการด้ารงวิถีชีวิตของชุมชน ความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีจ้านวนลดน้อยลงหรือการสูญพันธุ์ไปในที่สุด เช่นเดียวกับสถานการณ์ การลดลงของพื้นที่ป่าในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่ป่าถูกบุกรุกท้าลายยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติ โดยดาวเทียมไทยโชต หรือ Thailand Earth Observation Satellite (THEOS) ที่ได้ท้าการส้ารวจทรัพยากรภายในประเทศ พบว่า ผลการส้ารวจเป็นที่ น่าวิตกว่า การบุกเบิกและขยายพื้นที่ป่าของจังหวัดน่านลดลง อย่างรวดเร็ว ดังเช่น ในปี 2507-2547 พื้นที่ป่าลดลง 17,942 ไร่ ปี 2547-2551 ลดลง 52,942 ไร่ และปี 2551-2556 พื้นที่ป่าลดลงด้วยอัตราความเร็วแบบก้าวกระโดด อย่างน่าวิตกถึง จ้านวน 125,402 ไร่ ซึ่งข้อมูลดังกล่าว มีความสอดคล้องกับข้อมูลของแผนงานความยากจนและสิ่งแวดล้อม (Poverty- รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาฟื้นฟูป่าต้นน้าน่าน จังหวัดน่าน 1-2 Environment Initiative: PEI) (2554) ระบุว่า พื้นที่ป่าธรรมชาติในจังหวัดน่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นที่พื้นการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการปลูกยางพารา และมีการขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่พื้นที่มีอยู่อย่างจ้ากัด ดังนั้นจึงต้องมีการรุก และขยับพื้นที่ออกเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนความเป็นจริงของการด้ารงอยู่ของผู้คนในชุมชนที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในการแสวงหารายได้ให้มากที่สุด เพื่อตอบสนองต่อการด้ารงชีวิต ภายใต้การบริโภคที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อการใช้ที่ดินในเขตป่าอย่างกว้างขวาง จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานับได้ว่าเป็นการจัดการที่ประสบปัญหา นอกจากไม่สามารถอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้แล้ว ยังน้ามาสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น การเสียดุลของระบบนิเวศธรรมชาติ ที่เป็นประเด็นปัญหาเรื้อรัง หยั่งลึก ซับซ้อน และมีพลวัตรยิ่งขึ้น และในปัจจุบันยังมีการขยายพื้นที่ท้ากินออกไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อป่าต้นน้้าน่าน ซึ่งเป็นต้นน้้าส้าคัญของประเทศ แม้ที่ผ่านมามีหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชนต่างมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเพื่อยับยั้งการบุกรุกป่า โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย ตามสาขาความเชี่ยวชาญของหน่วยงานและมีเครื่องมือในการจัดการคนละชุด เช่น การใช้กฎหมายควบคุมและการประกาศพื้นที่อนุรักษ์การใช้พลังวัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญา รวมทั้งการเจรจาต่อรองทางการด้านกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นไปในลักษณะ ที่ต่างคนต่างค้นหาค้าตอบตามภาระหน้าที่และแก้ไขเฉพาะด้าน เฉพาะจุดตามที่ตนเองถนัด จึงเป็นจุดอ่อนของการจัดการที่ผ่านมาและไม่ได้ผลเท่าที่ควร จากจุดอ่อนดังกล่าว หากวิเคราะห์ต่อไปว่า แล้วการจัดการและการพลิกฟื้นป่าในจังหวัดน่าน จะมีทางออกอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกท้าลายป่าไปมากกว่านี้ เป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากโจทย์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นโจทย์ใหม่ที่แตกต่าง ที่ไม่ใช่เพียงปัญหาการตัดไม้ท้าลายป่าของนายทุนเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการเผชิญหน้า จากการรุกเร้าอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ชุมชนก้าลังเผชิญหน้าและ ต่อสู้กับอิทธิพลของระบบทุนนิยมเป็นกระแสที่มาแรงและมีพลังมากพอที่สามารถฉุดกระชาก ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่าออกจากกัน ซึ่งท้าให้เห็นภาพของ ความสัมพันธ์ในเชิงคุณค่าที่ผู้คนเคยปฏิบัติต่อฐานทรัพยากรป่าได้เคลื่อนย้ายจากความหมายเดิม ทั้งในมิติของ อุดมการณ์ วัฒนธรรมชุมชน ภูมิปัญญา และความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่เป็นบรรทัดฐานให้ผู้คนพึ่งพาอาศัยป่าให้อยู่ในกรอบของความพอดี ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่เงื่อนไขใหม่ของการด้าเนินชีวิตที่เร่งรีบ ต่างคนต่างอยู่ วิถีการด้ารงชีวิต มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับ ภายนอก สูญเสียการพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันภายใต้ค่านิยมการบริโภคแบบใหม่ เป็นมูลเหตุส้าคัญที่ท้าให้กลไกของชุมชนอ่อนแอลง และดูเหมือนไม่มีทีท่าจะหยุดลงอย่างง่าย ๆ ตรงกันข้าม กลับยิ่งทวีความรุนแรง และเกินศักยภาพและอยู่นอกเหนืออ้านาจการสกัดกั้นและการควบคุมของชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ในจังหวัดน่านเพียงล้าพังได้ รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาฟื้นฟูป่าต้นน้าน่าน จังหวัดน่าน 1-3 จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว ได้รับความสนใจ จากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จึงเป็นที่มา ของความเร่งด่วนของการยกระดับความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อแสวงหาทางออก ที่จะฟื้นฟูป่าน่าน ซึ่งเป็นป่าต้นน้้าที่ส้าคัญของประเทศ ในปี พ.ศ. 2557 จึงได้จัดเวทีสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” โดยมีธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้สนับสนุนหลัก ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองทัพบก องค์กรส่วนท้องถิ่น ตลอดจนภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อน้าไปสู่ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดสัมมนาครั้งนั้น มีส่วนส้าคัญยิ่งในการสร้างความเข้าใจ ให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้สถานการณ์ปัญหา โดยมีข้อมูลเชิงสถิติยืนยัน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ให้เป็นที่ตระหนักและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป เดือนกุมภาพันธ์ 2558 จึงได้จัดประชุมสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน”ต่อเนื่องเป็น ครั้งที่ 2 เพื่อกระตุ้นเตือนให้หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งระดับชุมชน ระดับพื้นที่ และระดับนโยบาย ได้มีการยกระดับความร่วมมือและวางแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในส่วนของจังหวัดน่านได้ให้ความส้าคัญอย่างเร่งด่วน และก้าหนดเป็นวาระจังหวัดน่าน พ.ศ.2556-เพื่อที่จะคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาด้วยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท้างานร่วมกันในลักษณะ “หุ้นส่วนการพัฒนา” ขับเคลื่อนภารกิจการคืนผืนป่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ การ “สร้างเมืองน่านน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้้า” มีเป้าหมายลดการบุกรุกพื้นที่ เพิ่มพื้นที่ป่า และการพัฒนาตามหลักแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการพัฒนาภายใต้บริบทภูมิสังคมของจังหวัดน่าน อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่า แม้ภารกิจดังกล่าว ที่ทุกภาคส่วนต่างเห็นว่าเป็นประเด็นเร่งด่วน แต่สิ่งที่ส้าคัญประการหนึ่งคือ การเพิ่มพื้นที่ป่า และคืนป่าสู่ธรรมชาตินั้นจะมีพื้นที่ส่วนใด เพื่อด้าเนินกิจกรรมการคืนป่าสู่ธรรมชาติเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เนื่องจากพื้นที่ หรือที่ดิน ที่มีอยู่ มีเจ้าของ ซึ่งเกษตรกรได้จับจองและท้าการผลิตส้าหรับเลี้ยงครอบครัว เป็นต้นทุนชีวิตที่มีอยู่ ซึ่งนอกจากจะไม่เพียงพอแล้ว ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับสภาวะของภูมิอากาศในการเพาะปลูกแต่ละปี อีกทั้งส่วนใหญ่อยู่ในวังวนของภาวะหนี้สินที่ไม่สิ้นสุดแต่ไม่ย่อท้อและจ้าต้องดิ้นรนเพื่อหาทางเลือกในการด้ารงชีวิตให้อยู่รอดต่อไป การที่จะฟื้นคืนผืนป่าสู่ธรรมชาติให้มีระบบการจัดการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ้าเป็นต้องท้าความเข้าใจบนพื้นฐานของความเป็นจริงแสวงหาแนวทางที่เหมาะสม เกิดจุดร่วมที่สมดุลที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับได้ โดยเฉพาะการสร้างทางเลือกของการด้ารงชีวิตให้เกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ แนวทางใหม่ที่น่าจะเป็นทางออกในการร่วมรับมือกับปัญหาภายใต้สถานการณ์ใหม่ของการแทรกแซงของระบบทุนนิยมสามานย์ ที่มีความซับซ้อน หยั่งรากลึกชอนไชและกระจายไปทั่วทุกหนแห่งเป็นแรงกระแทกรุนแรงมีส่วนท้าให้ชุมชนสูญเสียการพึ่งพาตนเอง และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในเงื่อนไขใหม่ภายใต้ค่านิยมการบริโภคที่สูงขึ้น และเป็นมูลเหตุส้าคัญที่ท้าให้กลไกของชุมชนในการเฝ้าระวังและการจัดการทรัพยากรส่วนรวมอ่อนก้าลังลง รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาฟื้นฟูป่าต้นน้าน่าน จังหวัดน่าน 1-4 จากปรากฏการณ์ ของการสูญเสียพื้นที่ป่าของจังหวัดน่าน นับเป็นบทเรียน ที่ทุกภาคส่วน ควรทบทวน และตระหนัก ยอมรับในข้อจ้ากัดซึ่งกันและกัน ลดความเป็นตัวตนและมีความอ่อนน้อมพอที่จะรับข้อมูลความเป็นจริงของส่วนอื่น ๆ และน้าจุดแข็งที่มีพลังของตนเอง มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเกิดความเป็นเอกภาพและมีพลังทวีคูณที่สามารถดักล้อมกับปัญหาได้ หากยังคงมีวิธีคิด และการท้างานที่แยกส่วนต่างคนต่างท้า และใช้อ้านาจสั่งการ จึงเป็นการฝืนธรรมชาติ และตามไม่เท่าทันกับระบบทุนสามานย์ได้แล้วอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ ส้าหรับทางเลือกเพื่อการพัฒนาและการฟื้นฟูผืนป่าน่าน ที่เกิดจากการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม (Participation) ภายใต้ยุทธศาสตร์ “น่านน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้้า” และหรือ ภายใต้ “โครงการรักษ์ป่าน่าน” โดยความร่วมมือ ของภาครัฐ เอกชน ประชาชน องค์กรศาสนา สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และประชาชน ในพื้นที่ ที่มีเป้าหมายร่วม (Common goals) เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความร่วมแรง ร่วมใจในการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้้าและป่าเสื่อมสภาพให้กลับคืนสู่ความสมดุล และเอื้ออ้านวยต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นและโดยส่วนรวมเป็นส้าคัญ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษา กระบวนทัศน์ใหม่ ของการจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนา และฟื้นฟูป่าต้นน้้าน่าน จังหวัดน่าน โดยมีค้าถามการวิจัย ดังนี้ 1) ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม เพื่อยับยั้งการบุกรุกป่า และการฟื้นฟูป่าต้นน้้าในจังหวัดน่าน มีจุดเริ่มต้นจากจุดใด มีวิธีการอย่างไร 2) ความร่วมมือ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อยับยั้งการบุกรุกป่า และการฟื้นฟูป่าต้นน้้าในจังหวัดน่าน ประกอบด้วยหน่วยงาน/องค์กรใด และมีบทบาทสนับสนุนด้านใด อย่างไร 3) ภารกิจการคืนผืนป่าสู่ธรรมชาติ สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ โดยวิธีใด ท้าอย่างไร 4) มีปัจจัยเงื่อนไขใดที่ก่อให้เกิดความส้าเร็จ และ/หรือ ข้อควรระวังในการด้าเนินงาน เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้จาก “วิกฤติปัญหาปรากฎการณ์เขาหัวโล้น สู่การสร้าง “พลังร่วม” เพื่อแก้ปัญหาป่าน่าน” และแสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาคประชาชน ร่วมกับภาคีเครือข่ายหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่หลากหลายที่มีความมุ่งหวังให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีความสนใจศึกษารูปแบบการจัดการพื้นที่น้าร่อง ใน 3 กรณีศึกษา คือ 1) โครงการนาแลกป่า กรณีของต้าบลเมืองจัง อ้าเภอภูเพียง 2) โครงการสวมหมวกให้ภูเขาสวมรองเท้าให้ตีนดอย อ้าเภอสันติสุข และ 3) การขับเคลื่อนการจัดท้าข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีของอ้าเภอนาน้อย จังหวัดน่าน รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาฟื้นฟูป่าต้นน้าน่าน จังหวัดน่าน 1-5 การด้าเนินงานในพื้นที่ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อการยกระดับความร่วมมือและกระตุ้นให้เกิดการด้าเนินกิจกรรมพัฒนาบนพื้นฐาน “ต้นทุน” ที่มีอยู่ในชุมชน และร่วมวางแผน ผนึกก้าลังหนุนเสริมการท้างาน โดยเอาปัญหาในพื้นที่เป็นตัวตั้ง บูรณาการและขับเคลื่อนการท้างานไปด้วยกัน ซึ่งแนวทางการท้างาน ในลักษณะนี้ น่าจะก่อให้เกิดการเสริมพลังซึ่งกันและกัน และเป็นทางออกหนึ่งที่น้าไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาได้