การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและปริมาณตะกอนในลุ่มน้ำน่านส่วนบน ระยะที่ 2
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับใช้เป็นแนวทางการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและลดปริมาณตะกอนในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำน่าน ได้ทำการวิเคราะห์น้ำฝนจากแบบจำลองภูมิอากาศโลก CRNM-CM5, GFDL-CM3 and MIR-OC5 ภายใต้สถานการณ์ RCP 4.5 และ RCP 8.5 ทำการสร้างภาพฉายการใช้ที่ดินตามแนวทางโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์และการใช้ที่ดินตามแนวทางการรักษาสมดุลของระบบนิเวศลุ่มน้ำ แบบจำลอง Soil loss บนพื้นฐานของสมการการสูญเสียดินสากล (RUSLE) และแบบจำลอง Sedimentation ถูกใช้ในการประเมินการชะล้างพังทลายของดินและตะกอน ผลการศึกษาพบว่าลุ่มน้ำห้วยน้ำยาว 1 มีปริมาณตะกอนเนื่องจากการใช้ที่ดินปี พ.ศ. 2559 จำนวน 202,211 ตัน ถ้าการใช้ที่ดินยังคงเป็นรูปแบบเดิมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปริมาณตะกอนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 8.87% (ค.ศ. 2021-2040), 19.11% (ค.ศ. 2041-2060) และ 33.45% (ค.ศ. 2061-2080) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากการใช้ที่ดินตามแนวทางโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์สามารถป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและลดปริมาณตะกอนได้ 61%-71% สำหรับการใช้ที่ดินตามแนวทางการรักษาสมดุลของระบบนิเวศสามารถลดปริมาณตะกอนในอนาคตได้ 84%-88% ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาต่อตะกอนในลุ่มน้ำแม่น้ำน่านส่วนที่ 2 ปริมาณตะกอนเพิ่มขึ้น 12.31% (ค.ศ. 2021-2040), 23.59% (ค.ศ. 2041-2060) และ 43.37% (ค.ศ. 2061-2080) เสนอแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและลดปริมาณตะกอนโดยการใช้ที่ดินตามแนวทางโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์ทำให้ตะกอนลดลง 30%-52% สำหรับการใช้ที่ดินตามแนวทางการรักษาสมดุลของระบบนิเวศสามารถลดปริมาณตะกอนในอนาคตได้ 52%-63% ลุ่มน้ำแหงมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปริมาณตะกอนภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 15.12% (ค.ศ. 2021-2040), 24.81% (ค.ศ. 2041-2060) และ 46.28% (ค.ศ. 2061-2080) การใช้ที่ดินตามแนวทางโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์มีศักยภาพในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและลดปริมาณตะกอนได้เป็นอย่างดี พบว่าในอนาคตปริมาณตะกอนลดลง 60% - 75% และการใช้ที่ดินตามแนวทางการรักษาสมดุลระบบนิเวศลุ่มน้ำสามารถลดปริมาณตะกอนในพื้นที่ลุ่มแหงได้ถึง 78%-81% จากปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ที่ดินในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อการชะล้างพังทลายของดินและปริมาณตะกอนทำให้มีแนวโน้มสูงขึ้น ถ้ารูปแบบการเพาะปลูกและการใช้ที่ดินในพื้นที่จังหวัดน่านยังคงเป็นรูปแบบเดิม ดังนั้นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดน่านควรมีการปรับรูปแบบการเพาะปลูกและการใช้ที่ดิน เช่นการใช้ที่ดินตามแนวทางโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์และการใช้ที่ดินตามแนวทางการรักษาสมดุลของระบบนิเวศลุ่มน้ำสำหรับการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและลดปริมาณตะกอนโดยแบ่งพื้นที่เพาะปลูกตามความลาดชันและชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ นอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงควบคู่ไปด้วยเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและปริมาณตะกอน