รูปแบบการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
รูปแบบการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบริเวณลุ่มน้ำน่านตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและพัฒนาวิธีการสร้างผลิตภัณฑ์ฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในรูปแบบข้อมูลเชิงพื้นที่และเวลา 2) เพื่อประยุกต์แบบจำลองทางอุทกวิทยาและชลศาสตร์ในการประเมินพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ขาดน้ำ รวมทั้งจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ขาดน้ำ ภายใต้ภาพจำลองเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบที่แตกต่างกัน และ 3) เพื่อหารูปแบบการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม เพื่อลดพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและพื้นที่ขาดน้ำโดยใช้การบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม โดยประมาณค่าปริมาณน้ำฝนจากข้อมูลเรดาห์ตรวจอากาศ และทำการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนในอนาคตโดยใช้แบบจำลองการหมุนเวียนอากาศ (GCM) EC-EARTH ประมาณค่าปริมาณน้ำท่าโดยใช้แบบจำลองทางอุทกวิทยา ด้วยแบบจำลอง MIKE RR (NAM model), MIKE Hydro และ MIKE SHE จากข้อมูลเฉลี่ยคาบ 30 ปี (พ.ศ. 2532 – 2562) และคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าในอนาคต ระยะกลาง 10 ปี ในปี พ.ศ. 2574 และระยะยาว 20 ปี ในปี พ.ศ. 2584 โดยแบ่งภาพจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2 แบบ ได้แก่ RCP 4.5 และ 8.5 และรูปแบบการจัดการน้ำ 3 รูปแบบ ได้แก่ การสร้างอ่างเก็บน้ำ การปลูกป่าในพื้นที่ชั้นคุณภาพน้ำชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 และการสร้างอ่างเก็บน้ำร่วมกับการปลูกป่าในชั้นคุณภาพน้ำชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ผลการศึกษา พบว่าแบบจำลอง MIKE มีประสิทธิภาพในการประมาณค่าปริมาณน้ำท่าระดับดี โดยมีค่า NSE เท่ากับ 0.80 การประเมินค่าปริมาณน้ำท่าพบว่า พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบนมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีในคาบ 30 ปี เท่ากับ 2,953 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนการคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าในระยะกลาง (2574) และ ระยะยาว (2584) พบว่า มีค่าปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีกรณี RCP 4.5 เท่ากับ 2,985 และ 3,086 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และกรณี RCP 8.5 เท่ากับ 3,135 และ 2,979 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามลำดับ การประเมินพื้นที่น้ำท่วมพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรณี RCP 8.5 มีพื้นที่น้ำท่วมสูงกว่ากรณี RCP 4.5 โดยมีพื้นที่น้ำท่วมสูงสุดกรณี RCP 8.5 ทั้งในอนาคตระยะกลาง และระยะยาว พบในปี พ.ศ. 2569 เท่ากับ 187 ตารางกิโลเมตร ส่วนกรณี RCP 4.5 พบว่าในอนาคตระยะยาวมีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด 186 ตารางกิโลเมตร ส่วนการประเมินพื้นที่ขาดน้ำ พบว่าทั้งในกรณี RCP 8.5 และ RCP 4.5 มีผลกระทบต่อพื้นที่ขาดน้ำทั้งในอนาคตระยะกลาง และระยะยาว โดยมีพื้นที่ขาดน้ำสูงสุดเท่ากัน คือ 2,185 ตารางกิโลเมตร การจำลองรูปแบบการจัดการน้ำ พบว่า กรณีการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบนร่วมกับการปลูกป่าในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และชั้น 2 ในอนาคตระยะกลาง และระยะยาว ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรูปแบบ RCP 4.5 และ 8.5 ส่งผลให้มีพื้นที่น้ำท่วมลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในระยะกลางภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรูปแบบ RCP 4.5 ในส่วนของพื้นที่ขาดน้ำแต่ละภาพเหตุการณ์จำลองมีพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยรูปแบบการจัดการน้ำที่เหมาะสมในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบน ได้แก่ การสร้างอ่างเก็บน้ำร่วมกับการปลูกป่าในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ที่ 1 และ 2 เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการลดความเสียหายด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำได้มากที่สุด คำสำคัญ พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ขาดน้ำ แบบจำลองทางอุทกวิทยา รูปแบบการบริหารจัดการน้ำ