การจัดการของป่าอย่างยั่งยืนในการปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการจัดการของป่าอย่างยั่งยืนในการปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนว พระราชดำริ มีกิจกรรมสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ การจัดทำแปลงทดลองรูปแบบการปลูกป่าเพื่อใช้สอยเนื้อไม้ และของป่า ในเนื้อที่ 4 ไร่ ของศูนย์วิจัยผลิตผลปุาไม้จังหวัดนครราชสีมา ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยปลูกต้นไม้และพืชของป่า จำนวน 13 ชนิด มีเปอร์เซ็นต์การรอดตายและการ เจริญเติบโตค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสภาพดินและน้ำบาดาลที่ใช้มีความกระด้างสูง ตลอดจนมีน้ำท่วมขังในช่วงฤดู ฝน กิจกรรมสำคัญอีกประการของโครงการ คือ การศึกษาข้อมูลด้านกายภาพและด้านเศรษฐกิจ โดย การสำรวจข้อมูลต้นไม้และพืชของป่า การเก็บหาและการใช้ประโยชน์จากป่า ในพื้นที่แปลงปลูกป่าโครงการป่า ชุมชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดสกลนคร ฟาร์มตัวอย่างป่าอาหารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัด นครพนม และโครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านดอนม่วงพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดมุกดาหาร โดย การสำรวจปริมาณต้นไม้และพืชของป่าในแปลงปลูก แบบไลน์พล๊อต (line plot system) เพื่อสำรวจ จำนวน ของป่าที่เป็นพืชพื้นล่าง จำนวนกล้าไม้ลูกไม้ ไม้หนุ่ม ความโตและความสูงของต้นไม้ และสำรวจการเก็บหา และใช้ประโยชน์จากป่าโดยเครื่องทางด้านการวิจัยสังคม เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การ สัมภาษณ์โดยมีแนวคำถาม การสัมภาษณ์แบบกลุ่ม และวิธีประเมินสภาวะชนบทเร่งด่วน ผลการสำรวจ พบว่า ในแปลงปลูกมีพรรณไม้และพืชของป่า ที่หลากหลายเป็นอย่างมาก มีไม้ หนุ่มและลูกไม้ ที่สามารถทดแทนไม้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์แต่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงมีการเข้าไปเก็บหาและใช้ ประโยชน์ค่อนข้างน้อย เพราะมีการล้อมรอบแปลงปลูกด้วยลวดหนาม เพื่อป้องกัน วัว ควาย เข้าไปทำ อันตรายต้นไม้และพืชของป่าซึ่งยังมีขนาดเล็กอยู่และเจ้าหน้าที่เองก็ต้องเก็บผลผลิต เพื่อนำไปรวบรวมจำหน่าย ที่ฟาร์มตัวอย่างฯ ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปใช้ประโยชน์เท่าที่ควร แต่ชาวบ้านก็เห็นประโยชน์ของแปลงปลูก และมีความหวงแหนในป่าปลูกเหล่านี้ และเห็นว่า เจ้าหน้าที่ควรร่วมกับชุมชนจัดกิจกรรมเพื่อปลูกเสริมและบำรุงรักษาป่าในโอกาสวันสำคัญ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อกระตุ้นและขยายความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของและหวงแหนป่าเหล่านี้ เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อไป