กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
ประเด็นปัญหาเรื่องอัตราลดความเสี่ยงและอัตราการซื้อคืนของที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าบ้านเอื้ออาทร และทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ ของทางการเคหะแห่งชาตินั้น มีความพยายามที่จะหาเครื่องมือ หรือระบบทางด้านการเงินหลากหลายรูปแบบเข้ามาช่วย หรือบรรเทาประเด็นปัญหาในข้างต้น ให้ลดน้อยลง และสร้างความยั่งยืนของทั้งผู้บริโภคและทางการเคหะแห่งชาติไปทั้งพร้อม ๆ กันดังนั้น แนวคิดจากนโยบายและแผนงานของรัฐต่อการให้กู้แก่ผู้มีรายได้น้อย เช่น การประกันเงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ จำนอง (Mortgage Insurance) ที่ต่างประเทศนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ที่จะลดความเสี่ยง และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงินในปัจจุบัน การเคหะแห่งชาติจึงเห็นควรให้มีการศึกษารูปแบบของการพัฒนาระบบการเงินในลักษณะนี้ ที่เรียกว่าระบบประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยมอบหมายให้คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งแบ่งการศึกษาข้อมูลเป็น 3 ช่วง คือ 1.ศึกษารูปแบบระบบประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ 2. สัมภาษณ์และเก็บแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง และ 3 จัดทำรูปแบบจำลองระบบประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ผลการวิจัยโดยสาระที่น่าสนใจมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน คือ 1. รูปแบบที่ต่างประเทศนิยมใช้ส่วนใหญ่ มักจะเป็นการรองรับและลดความเสี่ยง ที่เน้นไปที่กลุ่มของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งกลุ่มที่สร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งยังมีรายได้ไม่มากนัก โดยรูปแบบแต่ละประเทศ จะมีความแตกต่างกัน ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นแนวทางที่ชัดเจนมากนัก เนื่องมาจากบริบทและสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน 2. ข้อมูลและความเห็นของการเคหะแห่งชาติ จะนำระบบทางการเงินนี้มาใช้นั้น จากภาพรวมส่วนใหญ่แล้ว ค่อนข้างเห็นด้วยกับการนำระบบการเงินนี้มาประยุกต์ใช้ แต่ก็ยังมีประเด็นปลีกย่อย ที่มีส่วน ในการนำมาสนับสนุนให้เกิดเป็นรูปธรรม อาทิเช่น การสนับสนุนของภาครัฐ อัตราเบี้ยประกันในแต่ละเดือน กลุ่มผู้บริโภคที่มีหลากหลายระดับความต้องการ และประเด็นสำคัญที่สุด ก็คือ การจัดตั้งในเชิงลักษณะของกองทุนประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่สามารถบริหารจัดการและตรวจสอบโดยชุมชน และ 3. จากประเด็นซึ่งแนะในข้อที่ 2 คณะผู้วิจัย จึงได้มีการจัดทำรูปแบบจำลองกองทุนประกันสินเชื่อ ที่อยู่อาศัย ที่สามารถรองรับผู้บริโภคที่มีหลากหลายระดับความต้องการ โดยสามารถแบ่งเป็น 4 ระดับ โดยในแต่ละระดับ จะมีวิธีการบริหารจัดการและตรวจสอบที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ได้สรุปรูปแบบของการนำมาใช้งานในเชิงลักษณะของโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อการต่อยอดในการนำมาใช้ และ ให้ตอบโจทย์ความต้องการตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยต่อไป