คติล้านนาในเชียงราย : การใช้ครองตน และการแปรของคติล้านนาของคนสามระดับอายุในเชียงแสน ระยะที่ 2
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาถึงการใช้คติล้านนาในการครองตน และการแปรของคติล้านนาของ คนสามระดับอายุในเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บอกภาษาจากอำเภอเชียงแสนจำนวน 90 คน แบ่งเป็น 3 ระดับอายุ ระดับละ 5 คน จำนวน 6 ตำบล อันได้แก่ ตำบลโยนก ตำบลแม่เงิน ตำบลศรีดอนมูล ตำบลเวียง ตำบลป่าสัก และตำบลบ้านแซว ทางด้านเนื้อหาศึกษาการใช้คติล้านนาในการครองตน 5 ด้านคือ ครองกาย ครองวาจาและใจ ครองคน ครองงาน และครองธรรม ทางด้านการแปรศึกษาเฉพาะด้านคำศัพท์(Lexical Variation) และด้านความหมาย (Semantic Variation) โดยใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์จำนวน 2 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจงแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บอกภาษาทุกช่วงอายุใช้คติล้านนาเพียง 36 จาก 110 สำนวน คิดเป็นร้อยละ 32.73 และใช้ลดลงตามลำดับช่วงอายุ คติล้านนาที่ใช้ในการครองตนมากที่สุดคือด้านการครองงาน รองลงมาคือด้านการครองกาย การครองวาจาและใจและการครองธรรม ส่วนด้านที่ใช้น้อยที่สุดคือการครองคน สำหรับการแปรของคติล้านนาพบว่า ด้านคำศัพท์เกิดการแปรถึง 8 ลักษณะ คือ การละพยางค์ การเพิ่มพยางค์ การสลับวรรค การแทนที่ด้วยคำ การใช้คำศัพท์ภาษาไทยกรุงเทพฯ การเปลี่ยนคำศัพท์ การเปลี่ยนวลี และการเปลี่ยนประโยค โดยเฉพาะการเปลี่ยนวลีมีมากที่สุด รองลงมาเป็นการเปลี่ยนประโยค และการเปลี่ยนคำศัพท์ตามลำดับ และคติล้านนาเกิดการแปรในผู้บอกภาษาระดับอายุที่ 1 มากที่สุด รองลงมาเป็นผู้บอกภาษาระดับอายุที่ 2 และ 3 ตามลำดับ สำหรับด้านความหมาย พบว่า คติล้านนาเกิดการแปรในปริมาณที่ใกล้เคียงกันทั้งความหมายแคบเข้า ความหมายกว้างออก และความหมายย้ายที่