Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับคนรักสุขภาพและผู้สูงอายุโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล และปลูกคัดเลือกในระบบอินทรีย์

วราภรณ์ แสงทอง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ปัจจุบันประชากรไทย และประชากรโลกก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาที่สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุยังคงมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงไม่ถูกโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม โรคที่พบในผู้สูงอายุ คือ โรคเบาหวาน มะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือดที่เกิดจากการอุดตันจากไขมัน โรคความดันโลหิตสูง และอื่นๆ อีกมากมาย วิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และปลอดภัยปราศจากสารเคมีเจือปน ข้าวโภชนาการสูงที่มีสารอาหารเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ แอนโทไซยานิน แกมม่าโอริซานอล วิตามินต่างๆ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ช่วยลดนํ้าตาลในเลือด ข้าวโภชนาการสูงส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มข้าวสี เช่น สีดำ และแดง นอกจากนี้การผลิตข้าวของไทยมีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จากปัญหาที่พบทำให้คณะผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโภชนาการสูง และมีความต้านทานต่อโรคแมลงของข้าวสำหรับปลูกในระบบอินทรีย์ เพื่อให้เหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพและกลุ่มผู้สูงอายุ รวมทั้งให้ลดการใช้สารเคมีเพื่อปลอดภัยกับผู้ผลิต และบริโภค รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการย่อยที่ 1 การทดสอบผลผลิต การคุ้มครองพันธุ์ และการผลิตเมล็ดพันธุ์ ของสายพันธุ์ข้าวสังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ยข้าวเจ้า/ข้าวเหนียว หอม สีแดง ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวสังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า/ข้าวเหนียว หอม สีแดง ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ด้วยวิธีผสมกลับ โดยใช้เครื่องหมาย hd1, hd2, hd4, hd5sd1, fgr, wx และ SSIIa ช่วยในการคัดเลือก (MAB) จะได้ข้าวที่สามารถปลูกได้ตลอดปี ต้นเตี้ย ออกดอกเร็ว หอม มีทั้งข้าวเจ้า และข้าวเหนียวที่จะขอยื่นจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2542 จำนวน 2 พันธุ์ ในงบประมาณปี 2563 เก็บข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์ของสายพันธุ์ข้าว สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า หอม สีแดง จำนวน 1 สายพันธุ์ (แม่โจ้ 23) จาก 8 สายพันธุ์ และสายพันธุ์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเหนียว หอม สีแดง จำนวน 1 สายพันธุ์ (แม่โจ้ 24) จาก 2 สายพันธุ์ ในลักษณะที่สำคัญในระยะการเจริญเติบโตของข้าวต่าง ๆ คือ ระยะแตกกอเต็มที่ ได้แก่ การมีขนบนแผ่นใบ รูปร่างของลิ้นใบ และสีของกาบใบ ระยะออกดอก ได้แก่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น ทรงกอ วันออกดอก 50% สีของยอดเกสรเพศเมีย ความสูงของต้น จำนวนรวง มุมของใบธง และการโผล่พ้นของรวง ระยะเก็บเกี่ยว การร่วงของเมล็ด ลักษณะรวง อายุเก็บเกี่ยว และความยาวของรวง ระยะหลังเก็บเกี่ยว ได้แก่ นํ้าหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด สีเปลือกเมล็ด ชนิดของข้าวสาร รูปร่างข้าวกล้องปริมาณอะมิโลส อุณหภูมิแป้งสุก ความคงตัวของแป้งสุก กลิ่นหอม และความต้านทานต่อโรคและแมลง ซึ่งจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ใช้ในการนำไปยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ต่อไป ผลิตรวงพันธุ์ดัก จำนวน 2 ฤดู คือ ฤดูนาปี 2562 และฤดูนาปรัง 2563 สามารถบันทึกลักษณะออกดอกของสายพันธุ์ข้าวสังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า หอม สีแดง มีอายุวันออกดอก 75% เฉลี่ย 113 และ 114 วันตามลำดับ คัดเลือกรวงพันธุ์ดักได้ทั้งหมด 53 และ 130 กอตามลำดับ และ สายพันธุ์ข้าวสังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเหนียว หอม สีแดง มีอายุวันออกดอก 75% เฉลี่ย 102 และ 99 วันตามลำดับ และคัดเลือกรวงพันธุ์ดักได้ทั้งหมด 35 และ 123 กอตามลำดับ ในขณะเดียวกันได้ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตในสถานี ฤดูนาปี 2562 ในแปลงนาอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้รับมาตรฐาน USDA และ IFOAM เพื่อให้สายพันธุ์ข้าวสังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า/ข้าวเหนียว หอม สีแดง มีข้อมูลเพื่อสนับสนุนศักยภาพของสายพันธุ์ให้มั่นใจก่อนจะเผยแพร่ สู่เกษตรกร พบว่ามีผลผลิตต่อไร่ในนาอินทรีย์อยู่ระหว่าง 309-647 กิโลกรัมต่อไร่ สายพันธุ์ สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า/ข้าวเหนียว หอม สีแดง มีความกว้างของเมล็ดข้าวเปลือกอยู่ระหว่าง 1.70-1.80 มิลลิเมตร มีความยาวของเมล็ดข้าวเปลือกระหว่าง 8.30-9.80 มิลลิเมตร มีความหนาของเมล็ดข้าวเปลือกระหว่าง 1.60-1.70 มิลลิเมตร มีความกว้างของเมล็ดข้าวกล้องระหว่าง 1.70-1.80 มิลลิเมตร มีความยาวของเมล็ดข้าวกล้องระหว่าง 5.90-6.80 มิลลิเมตร และมีความหนาของเมล็ดข้าวกล้องระหว่าง 1.40-1.60 มิลลิเมตร ส่วนผลผลิตในฤดูนาปรัง 2562 มีคุณลักษณะทางการสีของเมล็ด พบว่าสายพันธุ์ สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า/ข้าวเหนียว หอม สีแดง ไม่มีท้องไข่ มีปริมาณข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว ระหว่างร้อยละ 68.61 – 85.48 มีปริมาณข้าวหัก อยู่ระหว่างร้อยละ 14.95 – 31.77 คุณลักษณะทางกายภาพของเมล็ด พบว่ามีความยาวของเมล็ดข้าวสาร ระหว่าง 5.79 – 6.69 มิลลิเมตร จัดเป็นเมล็ดสั้นถึงเมล็ดยาวชั้น 2 หรือเมล็ดยาว มีสัดส่วนความยาวต่อความกว้าง ระหว่าง 3.64 – 4.10 จัดเป็นรูปร่างเมล็ดเรียว ในด้านคุณลักษณะทางเคมี พบว่ามีระยะการไหลของเจล อยู่ระหว่าง 27.83 – 84.17 มิลลิเมตร จัดเป็นประเภทแป้งสุกแข็งถึงแป้งสุกอ่อน มีอัตราการยืดตัวของเมล็ดข้าวสุก ระหว่าง 1.33 – 1.54 มีปริมาณอะมิโลส (ร้อยละ) ระหว่างร้อยละ 3.7 – 23.35 จัดเป็นข้าวเหนียวและข้าวเจ้าอะมิโลสปานกลาง และมีค่าการสลายตัวในสารละลายด่าง 1.7%KOH อยู่ระหว่าง 2 – 7 จัดเป็นระดับการสลายตํ่าถึงสูง รวมทั้งมีสารหอม (2AP) อยู่ระหว่าง 1.16 – 3.17 ppm และมีคุณภาพทางโภชนาการของสายพันธุ์ดังกล่าวโดยพบว่า มีค่า Vitamin E ระหว่าง 0.29-0.39 mg ค่า Vitamin B1 ระหว่าง 0.34-0.41 mg มีค่า Iron ระหว่าง 1.31-1.72 mg มีค่า Zinc ระหว่าง 0.39-0.96 mg มีค่า Copper ระหว่าง 0.14-0.24 mg มีค่า Total antioxidant active (ORAC) ระหว่าง 13,294.19-17,033.00 ?moles TE ค่า Total antioxidant active (FRAP) ระหว่าง 2,507.09-3,516.61 ?moles TE มีค่า Total polyphenol ระหว่าง 384.84-565.69 mg eq GA มีค่า Total anthocyanin (Cyanidin, Peonidin) ระหว่าง 7.91-12.99 mg มีค่า Total anthocyanin (Cyanidin) ระหว่าง 7.91-12.91 mg ไม่พบ Total anthocyanin (Peonidin) Carotenoid Profile (Lutein) และ Carotenoid Profile (beta-carotene) มีค่า Folate ระหว่าง 31-53 mcg และมีค่า Gamma Oryzanol ระหว่าง 618.08-802.54 mg/kg การคุ้มครองพันธุ์สามารถยื่นในขั้นตอนการจัดเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชป่าฯ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 และทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ กับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ของสายพันธุ์ สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า หอม สีแดง (แม่โจ้ 23) และสายพันธุ์ สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเหนียว หอม สีแดง (แม่โจ้ 24) ได้สำเร็จกระทั่งสิ้นสุดขั้นตอน และได้ดำเนินการต่อเนื่องในขั้นตอนที่ 5 ยื่นคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ และยื่นคำขอรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน จากสำนักคุ้มครองพันธุพืช กรมวิชาการเกษตร ซึ่งข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์ที่ใช้ยื่นของสายพันธุ์ สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า หอม สีแดง (แม่โจ้ 23) คือเป็นต้นเตี้ย ทรงกอตั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นขนาด 4.16 มิลลิเมตร ความสูงของต้นวัดถึง คอรวง 66 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนบ้าง ลิ้นใบมีรูปร่าง 2 ยอด กาบใบสีเขียว มุมของใบธงตั้งตรง วันออกดอก 50% นาปรัง 118 วัน นาปี 111 วัน ยอดเกสรเพศเมียสีขาว คอรวงโผล่ค่อนข้างมาก จำนวนรวงต่อกอ 16 รวง อายุเก็บเกี่ยว นาปรัง 148 วัน นาปี 141 วัน รวงยาว 27.65 เซนติเมตร เปลือกเมล็ดสีฟาง ข้าวเปลือกมีความยาวเฉลี่ย 9.90 มิลลิเมตร กว้าง 2.00 มิลลิเมตร หนา 1.70 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาวยาวเฉลี่ย 6.55 มิลลิเมตร กว้าง 1.65 มิลลิเมตร หนา 1.53 มิลลิเมตร จัดเป็นข้าวรูปร่างเมล็ดเรียว (อัตราส่วนความยาวต่อความกว้าง 3.97) นํ้าหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด (ความชื้น 14%) 17 กรัม จำนวนเมล็ดต่อรวง 182 เมล็ด การติดเมล็ด 82 เปอร์เซ็นต์ การร่วงของเมล็ด 6-25 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาณอะมิโลสตํ่าร้อยละ 11.55 อุณหภูมิแป้งสุกตํ่า ค่าการสลายเมล็ดในด่าง (1.7%KOH) เท่ากับ 7.0 และมีสารหอม 2AP เฉลี่ย 2.77 ppm และสายพันธุ์ สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเหนียว หอม สีแดง (แม่โจ้ 24) มีลักษณะประจำพันธุ์ คือเป็นต้นเตี้ย ทรงกอตั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นขนาด 4.71 มิลลิเมตร ความสูงของต้นวัดถึงคอรวง 62 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนบ้าง ลิ้นใบมีรูปร่าง 2 ยอด กาบใบสีเขียว มุมของใบธงตั้งตรง วันออกดอก 50% นาปรัง 99 วัน นาปี 104 วัน ยอดเกสรเพศเมียสีขาว คอรวงโผล่ค่อนข้างมาก จำนวนรวงต่อกอ 16 รวง อายุเก็บเกี่ยว นาปรัง 129 วัน นาปี 134 วัน รวงยาว 24.00 เซนติเมตร เปลือกเมล็ดสีฟาง ข้าวเปลือกมีความยาวเฉลี่ย 10.00 มิลลิเมตร กว้าง 2.05 มิลลิเมตร หนา 1.70 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาวยาวเฉลี่ย 6.65 มิลลิเมตร กว้าง 1.70 มิลลิเมตร หนา 1.50 มิลลิเมตร จัดเป็นข้าวรูปร่างเมล็ดเรียว (อัตราส่วนความยาวต่อความกว้าง 3.91) นํ้าหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด (ความชื้น 14%) 17 กรัม จำนวนเมล็ดต่อรวง 219 เมล็ด การติดเมล็ด 82 เปอร์เซ็นต์ การร่วงของเมล็ด 26-50% เปอร์เซ็นต์ มีปริมาณอะมิโลสตํ่าร้อยละ 6.48 อุณหภูมิแป้งสุกตํ่า ค่าการสลายเมล็ดในด่าง (1.7%KOH) เท่ากับ 7.0 และมีสารหอม 2AP เฉลี่ย 2.84 ppm และได้ผลิตเมล็ดพันธุ์คัด โดยสามารถบันทึกลักษณะออกดอกของสายพันธุ์ข้าว สังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า หอม สีแดง (พันธุ์แม่โจ้ 23) มีอายุวันออกดอก 75% เฉลี่ย 108 วัน และคัดเลือกรวงพันธุ์คัดได้ทั้งหมด 142 กอ และ สายพันธุ์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเหนียว หอม สีแดง (พันธุ์แม่โจ้ 24) มีอายุวันออกดอก 75% เฉลี่ย 95 วัน และคัดเลือกรวงพันธุ์คัดได้ทั้งหมด 214 กอ โครงการย่อยที่ 2 การคัดเลือก ศึกษาพันธุ์ และทดสอบผลผลิตของสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิแดง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้าหอม ต้านทานต่อโรคแมลงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แก้ปัญหาโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และลดการการใช้สารเคมี จากการดำเนินงานในปีงบประมาณปี 2563 ฤดูที่ 1 (ฤดูนาปี 2562) ปลูกศึกษาพันธุ์ขั้นต้น 2 แถว ต้น F7 ของประชากรหอมมะลิแดง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้าหอม ต้านทานต่อโรคแมลง จำนวน 50 สายพันธุ์ สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีศักยภาพให้ผลผลิตมากที่สุดได้ 16 เบอร์ พบว่ามีผลผลิตอยู่ระหว่าง 341-775 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นคัดเลือกต้นที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดีได้ทั้งหมด 298 ต้น ปล่อยให้ผสมตัวเอง ได้เมล็ด F8 นำเมล็ด F8 ตรวจด้วยเครื่องหมายโมเลกุล Bph3, xa5, qBL1, qBL11 เลือกต้นที่มียีโนไทป์เป็น homozygous ของตำแหน่งยีน Bph3, xa5, qBL1, qBL11 มากที่สุด ได้จำนวน 105 ต้น ที่มีอายุวันออกดอก 75% อยู่ระหว่าง 86-111 วัน สำหรับ ฤดูที่ 2 (ฤดูนาปรัง 2563) ปลูกศึกษาพันธุ์ 4 แถว ต้น F8 ของประชากรหอมมะลิแดง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้าหอม ต้านทานต่อโรคแมลง จำนวน 35 สายพันธุ์ พบว่าสายพันธุ์ที่มีศักยภาพให้ผลผลิตจำนวน 16 เบอร์ มีผลผลิตอยู่ระหว่าง 748-1,082 กิโลกรัมต่อไร่ มีอายุวันออกดอก 75% อยู่ระหว่าง 89-131 วัน จากนั้นคัดเลือกต้นที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดีได้ทั้งหมด 186 ต้น แล้วเลือกสายพันธุ์ข้าว หอมมะลิแดง ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ข้าวเจ้า ต้านทานต่อโรค จำนวน 16 สายพันธุ์ ที่มีศักยภาพให้ผลผลิต ผสมตัวเองได้เมล็ด F9 จากนั้นนำเมล็ด F9 ตรวจด้วยเครื่องหมายโมเลกุล qBL1, qBL11, fgr, Wx/wx, Wxa/Wxb, SSIIa, Rc, OsB1 marker พบว่าทั้ง 16 สายพันธุ์ มียีโนไทป์เป็น homozygous ของตำแหน่งยีน qBL1, qBL11, fgr, Waxy, SSIIa, Rc, OsB1 ทั้งหมด โดยมียีน qBL1 และ qBL11 ที่ควบคุมให้ข้าวมีความต้านทานต่อโรคไหม้ ยีน fgr ควบคุมให้ข้าวหอม ยีน Waxy ควบคุมความเป็นข้าวเจ้า/ข้าวเหนียว ซึ่งทั้ง 16 สายพันธุ์ เป็นข้าวเจ้าทั้งหมด ยีน SSIIa ควบคุมให้ข้าวมีอุณหภูมิแป้งสุกตํ่า ยีน Rc ความคุมให้ข้าวเป็นสีแดง และ ยีน OsB1 ควบคุมให้ข้าวเป็นสีดำ ซึ่งการศึกษาการตรวจยีโนไทป์ดังกล่าวทำให้สามารถคัดเลือกข้าวที่มีคุณลักษณะเป็นข้าวเจ้าหอม มีอุณหภูมิแป้งสุกตํ่า เป็นข้าวสีแดง และสีดำ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดังนั้นสามารถนำไปปลูกทดสอบผลผลิตภายในสถานีต่อไปโครงการย่อยที่ 3 การศึกษาคุณภาพทางเคมี และการสีของเมล็ดของสายพันธุ์ข้าวที่ได้จากโครงการย่อยที่ 1 และ 2 คุณภาพการสี คุณภาพทางกายภาพและคุณภาพทางเคมีมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้ได้ข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาด ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคและเหมาะสมต่อการแปรรูปต่อไปตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้ประกอบด้วยข้าวเจ้า จำนวน 14 ตัวอย่าง เป็นข้าวเจ้าพันธุ์เปรียบเทียบ 3 ตัวอย่างและข้าวเจ้าที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ 11 ตัวอย่าง และข้าวเหนียวจำนวน 10 ตัวอย่าง เป็นข้าวเหนียวพันธุ์เปรียบเทียบ 2 ตัวอย่าง ข้าวเหนียวที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ 8 ตัวอย่าง นำมาทำการวัดค่าคุณภาพการสี คุณภาพทางกายภาพและคุณภาพทางเคมี พบว่าความชื้นของข้าวเปลือกและข้าวสารของข้าวเจ้ามีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 12.45-14.00 และ 8.25-9.14 ตามลำดับ ส่วนความชื้นของข้าวเปลือกและข้าวสารของข้าวเหนียวมีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 12.05-13.20 และ 7.99-9.04 ตามลำดับ ปริมาณข้าวสารที่ได้จากข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 53.58-65.64 และ 55.58-65.64 ของข้าวเปลือก ตามลำดับ ปริมาณข้าวสารเต็มเมล็ดและต้นข้าวของข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีค่าเท่ากับร้อยละ 52.39-84.61 และ 72.01-92.11 ของข้าวสารทั้งหมด ตามลำดับ ทั้งนี้ปริมาณของต้นข้าวและข้าวเต็มเม็ดอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตัวอย่างข้าวเจ้าและข้าวเหนียวในการทดลองนี้มีเมล็ดยาวปานกลางร้อยละ 57.14 และ 70.00 ของตัวอย่างข้าวแต่ละชนิดทั้งหมด ส่วนรูปร่างข้าวเจ้าและข้าวเหนียวทุกตัวอย่างจัดเป็นข้าวที่มีรูปร่างเมล็ดเรียว โดยมีสัดส่วนของความยาวต่อความกว้างมากกว่า 3.0 ทุกตัวอย่าง แป้งสุกที่ได้จากแป้งข้าวเจ้าพันธุ์ปรับปรุงในการทดลองนี้ร้อยละ 80 (8 ตัวอย่าง) เป็นประเภทแป้งสุกแข็ง ส่วนพันธุ์อ้างอิงร้อยละ 100 (3 ตัวอย่าง) จัดเป็นแป้งสุกอ่อน ส่วนแป้งสุกที่ได้จากแป้งข้าวเหนียวเป็นแป้งสุกอ่อนทุกตัวอย่าง เมื่อพิจารณาผลของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้า มีแนวโน้มเพิ่มความแข็งของแป้งทำให้เปลี่ยนจากแป้งสุกอ่อนเป็นแป้งสุกแข็ง ข้าวเจ้าในการทดลองนี้มีอัตราการยืดตัวอยู่ในช่วง 1.35-1.54 ส่วนข้าวเหนียวมีค่าอยู่ในช่วง 1.33-1.49 ข้าวเจ้ามีปริมาณอะมิโลสอยู่ในช่วงร้อยละ 9.96-23.35 ซึ่งข้าวพันธุ์ปรับปรุงมีทั้งที่เป็นข้าวอะมิโลสตํ่าและปานกลาง ส่วนข้าวเจ้าพันธุ์อ้างอิงมีเฉพาะประเภทข้าวอะมิโลสตํ่า ส่วนข้าวเหนียวมีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 3.70-6.18 จัดเป็นข้าวอะมิโลสตํ่าทุกตัวอย่างทั้งข้าวเหนียวพันธุ์อ้างอิงและพันธุ์ปรับปรุง การสลายตัวในด่างของข้าวเจ้ามีค่าตั้งแต่ 2-7 ส่วนข้าวเหนียวมีค่า 4-7 ส่วนสมบัติทางด้านความหนืด (pasting properties) เป็นดังนี้อุณหภูมิในการเกิดเจลของแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวในการทดลองนี้มีค่าอยู่ในช่วง 86.75-91.51 และ73.99-79.33 องศาเซลเซียส ความหนืดสูงสุด (peak viscosity) ในการทดลองนี้มีค่า 1340.00-4166.67 และ 1534.21-2678.00 เซนติพอยส์ สำหรับข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ตามลำดับ โครงการย่อยที่ 4 การปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีแอนโทไซยานินสูงโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยในการคัดเลือกเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำมีการสะสมของแอนโทไซยานินสูง ยีน OsB1 และยีน OsC1 เป็นยีนสำคัญที่ควบคุมการสังเคราะห์แอนโทไซยานินในข้าว และยีน OsDFR เป็นยีนโครงสร้างที่มีรหัสสำหรับเอนไซม์ที่สำคัญในวิถีการสังเคราะห์แอนโทไซยานิน การศึกษามาก่อนหน้านี้โดยคณะผู้วิจัยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ในปีงบประมาณ 2562 ได้เครื่องหมายดีเอ็นเอที่จำเพาะต่อยีน OsB1, OsDFR และ OsC1 และแยกความแตกต่างระหว่างข้าวขาวและข้าวสีได้ ในงานวิจัยนี้ได้นำเครื่องหมายดีเอ็นเอดังกล่าวมาศึกษาในประชากร F2 ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์รับ คือ ข้าวขาวพันธุ์ปทุมธานี 1 และพันธุ์ให้ คือ ข้าวดำพันธุ์กํ่าน้อย จำนวน 300 ต้น การทดสอบการถ่ายทอดเครื่องหมายดีเอ็นเอที่จำเพาะต่อยีน OsB1, OsDFR และ OsC1 ในประชากร F2 โดยการวิเคราะห์ไคสแควร์การถ่ายทอด 1, 2 และ 3 ยีน พบว่า มีการถ่ายทอดเป็นไปตามกฎของเมนเดล ยกเว้น การถ่ายทอดยีน OsC1 แบบ 1 ยีน ไม่เป็นไปตามกฎเมนเดล การวิเคราะห์ปริมาณแอนโทไซยานินโดยวิธี pH Differential ในเมล็ดของประชากร F2 พบว่า ต้นที่ 299 มีปริมาณแอนโทไซยานินสูงที่สุดเท่ากับ 35.04 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมเมล็ดแห้ง สอดคล้องกับวิธี HPLC ที่มีค่า cyanidin-3-O-glucoside (C3G) สูงที่สุดเท่ากับ 39.52 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมเมล็ดแห้ง การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH ในเมล็ดของประชากร F2 พบว่า ต้นที่ 199 มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดเท่ากับ 9.7 ไมโครโมล ต่อกรัมเมล็ดแห้ง ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับข้าวพันธุ์ให้กํ่าน้อย การทดสอบไคสแควร์ของสีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวในประชากร F2 พบว่า มีการกระจายตัวของสีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นไปตามกฎของเมนเดล คือ 3:1 (color: colorless) สอดคล้องกับจีโนไทป์เครื่องหมายดีเอ็นเอของยีน OsB1 คือ A_ (color) และ aa (colorless) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจีโนไทป์ของเครื่องหมายดีเอ็นเอของยีน OsB1, OsDFR และ OsC1 กับฟีโนไทป์ในประชากร F2 โดยวิธี ANOVA และ Regression พบว่า เครื่องหมายดีเอ็นเอของยีน OsB1 เท่านั้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณแอนโทไซยานิน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสีเยื่อหุ้มเมล็ด โดยมีค่า R2 เท่ากับ 31.9 %, 40.6 % และ 69.5 % ตามลำดับ เมื่อทดสอบไคสแคว์ของการถ่ายทอดเครื่องหมายดีเอ็นเอของยีน OsB1, OsDFR และ OsC1 ในประชากร BC1F1 321 ต้น โดยวิเคราะห์การถ่ายทอด 1 ยีน พบว่า การถ่ายทอดจีโนไทป์ของเครื่องหมายดีเอ็นเอของยีน OsB1 เท่านั้นที่เป็นไปตามกฎของเมนเดล คือ Aa: aa เท่ากับ 1: 1 จากการตรวจสอบเครื่องหมายดีเอ็นเอของยีน OsB1, OsDFR และ OsC1 ในประชากร BC1F1 พบว่า คัดเลือกได้ทั้งหมด 15 ต้น ที่พบจีโนไทป์ของทั้ง 3 เครื่องหมายดีเอ็นเอ เป็นแบบ heterozygous และพบต้นที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ 8 ต้น สีนํ้าตาลเข้ม 4 ต้น สีแดงเข้ม 2 ต้น และสีแดง 1 ต้น แล้วนำไปทำการผสมกลับเพื่อผลิตเมล็ด BC2F1 และปล่อยให้ผสมตัวเองเพื่อผลิตเมล็ด BC1F2 การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดของประชากร BC1F1 ด้วยวิธี DPPH พบว่า ต้นที่ 297 มีค่าเท่ากับ 12.8 ไมโครโมล ต่อกรัมเมล็ดแห้ง ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าข้าวพันธุ์ให้กํ่าน้อย ที่มีค่าเท่ากับ 8.8 ไมโครโมล ต่อกรัมเมล็ดแห้ง ในงานวิจัยนี้ เครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด CAPS ของยีน OsB1 มีความสัมพันธ์กับฟีโนไทป์ คือ ปริมาณแอนโทไซนานิน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสีเยื่อหุ้มเมล็ด ดังนั้น สามารถใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอของยีน OsB1 คัดเลือกข้าวที่เยื่อหุ้มเมล็ดมีสี มีปริมาณแอนไทไซยานินสูง และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวทำให้คัดเลือกต้นข้าวได้ตั้งแต่ระยะแรกของการเจริญเติบโต ช่วยย่นระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้เยื่อหุ้มเมล็ดมีสี และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น นอกจากนี้ เมล็ด BC2F1 และ BC1F2 ที่คัดเลือกได้จากเครื่องหมายดีเอ็นเอในงานวิจัยนี้ ซึ่งมีลักษณะเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำและแดง มีปริมาณแอนโทไซยานินสูง และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง จะเป็นประโยชน์โดยสามารถนำไปใช้พัฒนาเพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการสูงต่อไปได้ โครงการย่อยที่ 5 การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มปริมาณสารลูทีนหรือซีแซนทีนโดยใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอจำเพาะยีนช่วยในการคัดเลือก ลูทีนเป็นสารแคโรทีนอยด์ที่พบมากในพืช มีบทบาทลดความเสียหายของจอประสาทตาจากแสง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องหมายจำเพาะกับยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ลูทีนหรือซีแซนทีนจากข้าว เพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยให้มีสารลูทีนเพิ่มขึ้น ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารลูทีนด้วยเครื่องโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง พบข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ คือ ข้าวพันธุ์กํ่าน้อย มีปริมาณลูทีนสูงสุด จึงใช้เป็นพันธุ์ให้การสร้างประชากรลูกรุ่นที่ 1 (F1) รุ่นที่ 2 (F2) ประชากรผสมกลับ BC1F1 BC1F2 และ BC2F1 จากนั้นนำผลการวิเคราะห์ลำดับเบสและการแสดงออกของยีนในวิถีการสังเคราะห์แคโรทีนอยด์ จากข้อมูลทรานสคริบโทมและลำดับจีโนม มาออกแบบเครื่องหมายดีเอ็นเอจำเพาะกับยีน จำนวน 15 ยีน เป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารลูทีนและซีแซนทีน จำนวน 11 ยีน ได้แก่ ยีน PSY1/crtB (phytoene synthase), ยีน PDS (phytoenede saturase), ยีน ZISO (?-carotene isomerase), ยีน ZDS (?-carotene desaturase), ยีน CrtISO (carotenoid isomerase), ยีน lcyE (lycopene ?-cyclase), ยีน lcyB (lycopene ?-cyclase), ยีน LUT5/CYP97A3 (cytochrome P450-type hydroxylase A3), ยีน Lut1, CYP97C (cytochrome P450 carotene epsilon-hydroxylase) ยีน CYP97B2 (cytochrome P450 B) และยีน OsEHY /HYD3 (? -carotene hydroxylase) ยีนในกลุ่ม SET DOMAIN จำนวน 1 ยีน ได้แก่ ยีน SDG8 (histone methyltransferase) ยีนในกลุ่ม bHLH transcriptional factor จำนวน 1 ยีน ได้แก่ ยีน bHLH_B2_Kala4 และยีนในกลุ่มการตัด จำนวน 2 ยีน ได้แก่ ยีน LCD_CCD1 (lycopene cleave dioxygenase) และยีน NCED2 (9-cis-epoxycarotenoid dioxygenase 2) หรือ CCD4b (carotenoid-cleavage dioxygenase 4b, Zeaxanthin cleavage oxygenase) และจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องหมายดีเอ็นเอกับปริมาณสารลูทีนและซีแซนทีนด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Regression หรือ R-sq) พบเครื่องหมายจำเพาะกับยีน B2_Kala4 มีความสัมพันธ์กับปริมาณลูทีนสูงสุด เป็น 17.13% และเครื่องหมายจำเพาะกับยีน LCD_CCD1 มีความสัมพันธ์กับปริมาณซีแซนทีนสูงสุด เป็น 1.73% โดยเครื่องหมายจำเพาะกับยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์คาโรทีนอยด์เหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ในการช่วยคัดเลือกของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยให้มีปริมาณสารลูทีนสูงต่อไป โครงการย่อยที่ 6 การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยในการคัดเลือก แป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวและพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลที่ยึดติดกับปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ในข้าว โดยหาความสัมพันธ์ของปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์กับเครื่องหมายโมกุลสำหรับยีน SSIIIa ยีน Waxy และยีน SBEIIb ซึ่งมีรายงานว่ามีผลต่อปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ในประชากรข้าว F2 จำนวน 2 คู่ผสมได้แก่ กข-แม่โจ้ 2 x กข 43 ซึ่งเป็นข้าวเหนียวกับข้าวเจ้าตามลำดับ และคู่ผสมปทุมธานี 1 x เจ้าเหลือง ซึ่งเป็นข้าวเจ้าทั้งคู่ ผลการทดลองพบว่าปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ในคู่ผสมระหว่าง กข-แม่โจ้ 2 x กข 43 จำนวน 100 ตัวอย่าง มีความสัมพันธ์กับเครื่องหมายโมเลกุลของยีน Waxy อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.704, p < 0.000 ) โดยข้าวเจ้ามีปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์มากกว่าข้าวเหนียว ในคู่ผสมปทุมธานี 1 x เจ้าเหลือง พบว่าปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ของ F2 จำนวน 92 ตัวอย่าง สัมพันธ์กับเครื่องหมายโมเลกุลของยีน Waxy อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.682, p < 0.000) โดยข้าวที่มีอัลลีลจากข้าวเจ้าเหลืองซึ่งมีปริมาณอะไมโลสสูงจะมีปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์มากกว่าข้าวที่มีอัลลีลของข้าวปทุมธานี 1 ซึ่งมีปริมาณอะไมโลสตํ่า แสดงให้เห็นว่าปริมาณอะไมโลสมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ในข้าว นอกจากนี้ยังได้ผลิตเมล็ด BC1F1 จำนวน 100 เมล็ด โครงการย่อยที่ 7 การแยกเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในข้าว และแบคทีเรียเอนโดไฟท์ของข้าวจากนาอินทรีย์ และนาเคมีในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรคข้าวอินทรีย์ด้วยชีววิธี โรคขอบใบแห้ง และโรคไหม้ในข้าวที่เกิดจากเชื้อ Xanthomonas oryzae pv. oryzae และ Pyricularia oryzae เป็นปัญหาสำคัญสำหรับการผลิตข้าวในประเทศไทย การควบคุมทางเคมีมีประสิทธิภาพน้อยลง แบคทีเรียเอนโดไฟท์เป็นแบคทีเรียที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโฮสต์โดยไม่ก่อให้เกิดอาการที่ทำให้เกิดโรค ดังนั้นการศึกษานี้จึงมุ่งเน้นไปที่การควบคุมทางชีวภาพของเชื้อโรคในข้าวและการเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืชโดยแบคทีเรียเอนโดไฟท์จากข้าว ในงานวิจัยนี้เชื้อโรคในข้าวทั้งสองรวบรวมจากพื้นที่ต่างๆในภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะเชียงใหม่เชียงรายลำพูนลำปางแพรน่านพะเยาและแม่ฮ่องสอน โดยได้ Xanthomonas oryzae pv. oryzae (Xoo) จำนวน 8 สายพันธุ์ จากพื้นที่เชียงใหม่และพะเยา และแยกเชื้อราโรคไหม้ ได้ 19 ไอโซเลต ที่อยู่ในจีนัส Pyricularia จากการทดสอบความสามารถในการก่อโรคในข้าว พบว่า Xoo และ Pyricularia มีความรุนแรงอยู่ที่ 5 และ 2 ตามลำดับ แยกแบคทีเรียเอนโดไฟท์ได้จากลำต้นข้าวและเมล็ดข้าวที่แข็งแรงได้ทั้งหมด 471 ไอโซเลต ผลการจำแนกพบว่าแบคทีเรียแกรมลบอยู่ในกลุ่ม Proteobacteria และ Bacteroides และแบคทีเรียแกรมบวกอยู่ในกลุ่ม Firmicutes และ Actinobacteria แบคทีเรียเอนโดไฟต์แกรมลบอยู่ในจีนัส Acinetobacter, Agrobacterium, Burkhoderia, Citrobacter, Enterobacter, Klebsiella, Methylobacterium, Pantoea, Pseudomonas, Serratia, Sphingobacterium, Spingomonas และ Stenotrophomonas ในขณะที่แบคทีเรียแกรมบวกเป็นแบคทีเรียในจีนัส Bacillus Brevibacillus, Curtobacterium Lysinibacillus, Paenibacillus, Streptomyces และ Virgibacillus, แบคทีเรียเหล่านี้ได้รับการทดสอบการยับยั้ง X. oryzae pv. oryzae เบื้องต้นด้วยวิธี spot on lawn ในจำนวนนี้พบว่า 55 ไอโซเลตซึ่งประกอบด้วย Acinetobacter, Bacillus, Citrobacter, Klebsiella และ Pseudomonas มีฤทธิ์ยับยั้ง X. oryzae pv oryzae. จากนั้นนำนํ้าเลี้ยงเชื้อที่ปราศจากเซลล์มาทดสอบฤทธิ์ยับยั้งด้วยเทคนิค agar well diffusion มีเพียงแบคทีเรีย Pseudomonas และ Bacillus จำนวน 14 ไอโซเลต มีฤทธิ์ยับยั้ง โดยเมื่อพิจารณาจากขนาดวงใสเชื้อแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ Bacillus velezensis SK63-R283 ต่อมานำเชื้อแบคทีเรียทั้ง 421 ไอโซเลตนี้มาทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา P. oryzae ด้วยวิธี dual culture ผลการทดลองพบว่ามีเชื้อแบคทีเรีย Bacillus, Paenibacillus, Pseudomonas, Enterobacter และ Klebsiella จำนวน 75 ไอโซเลตที่สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ โดย Bacillus pumilus SK63-R260 มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสูงสุดที่ 65.57% การทดสอบความสามารถในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชของเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ร่วมกับพืช และไลเคน ใช้การตรวจสอบ ความสามารถในการละลายฟอสเฟต การตรึงก๊าซไนโตรเจน และ การผลิต indole acetic acid (IAA) ความสามารถในการละลายฟอสเฟตทดสอบบนอาหารแข็ง National Botanical Research Institute’ phosphate growth medium (NBRIP) พบว่ามี 98 ไอโซเลต ที่สามารถละลายฟอสเฟต โดยสังเกตได้จากการเกิดวงใสรอบโคโลนี ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้อยู่ในจีนัส Acenitobacter, Bacillus, Brevibacillus, Enterobacter, Klebsiella, Paenibacillus และ Pseudomonas เมื่อนำแบคทีเรียเหล่านี้ไปวิเคราะห์กิจกรรมการละลายฟอสเฟต Acinetobacter sp. SK63-R222 มีความสามารถในการละลาย Ca3(PO4)2 สูงสุดได้ 261.66 ?g/ml มีเชื้อแบคทีเรียจำนวน 66 ไอโซเลตในจีนัส Acinetobacter, Bacillus, Lysinibacillus, Paenibacillus และ Staphylococcus ที่สามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนเมื่อนำแบคทีเรียทั้งหมดมาทดสอบการผลิตสารประกอบอินโดลโดยใช้สเปกโตรโฟโตมิเตอร์ ผลการวิเคราะห์พบว่ามีเชื้อแบคทีเรียจำนวน 77 ไอโซเลตที่พบการผลิต IAA โดย Klebsiella pneumoniae SK63-R155 ผลิต IAA ได้สูงที่สุด (237 ?g/ml) ในการศึกษาการควบคุมโรคข้าวด้วยชีววิธี ได้เลือกแบคทีเรีย Bacillus velezensis SK63-R283 สำหรับการทดลอง ศึกษาการควบคุมโรคขอบใบแห้ง และโรคไหม้ในข้าวในระดับกระถาง พบว่า Bacillus velezensis SK63-R283 สามารถลดการเกิดโรคขอบใบแห้ง และโรคไหม้ ได้ 55% และ 25% การศึกษาสูตรอาหารที่เหมาะสมเพื่อผลิตสารต้านเชื้อแบคทีเรียก่อโรคขอบใบแห้ง ได้ทำการศึกษาอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียทางการค้าซึ่งประกอบด้วย nutrient broth, trypticase soy broth และ potato dextrose broth พบว่าเหมาะสมสำหรับการผลิตมวลเซลล์ และสารต้านเชื้อแบคทีเรียโดย Bacillus velezensis SK63-R283 คือ trypticase soy broth นอกจากนี้ยังมีการศึกษาสูตรของ Bacillus velezensis SK63-R283 สำหรับควบคุมโรคขอบใบแห้งในข้าว ใช้ไบโอชาร์จากไผ่ และดินขาว เป็นพาหะในการทด ลองครั้งนี้ พบว่าสารทั้งสองนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาอัตราการรอดชีวิตของแบคทีเรียได้ถึง 9 log CFU / g หลังการเก็บรักษา 2 เดือน จากการทดลองในระดับกระถาง โดยการคลุกเมล็ดข้าว และการฉีดพ่นทางใบมีการลดลงของโรคลง 35% เมื่อเทียบกับชุดควบคุม ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าแบคทีเรียที่เอนโดไฟท์ของข้าวมีศักยภาพในการควบคุมโรคข้าวโดยชีววิธีอีกทั้งยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช โดยหลังจากนี้จะนำเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสูตรอื่นๆ ต่อไป และจะต้องมีการทดสอบความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในนาข้าว

คำสำคัญ

Riceข้าวสารต้านอนุมูลอิสระAntioxidantsbiological controlSelectionแอนโทไซยานินAnthocyaninsmolecular markerResistant starchการคัดเลือกเครื่องหมายโมเลกุลendophytic bacteriaAmyloseObservationข้าวหอมหรือAromatic riceการปรับปรุงพันธุ์ข้าวการทดสอบผลผลิตyield trialsGelatinization temperatureplant protectionGel consistencySemi-dwarf riceMilling qualitynon-photoperiod sensitive ricerice pathogensข้าวต้นเตี้ยข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงคุณภาพการสีแบคทีเรียเอนโดไฟท์อุณหภูมิแป้งสุกElongation ratioHom Mali Dangการควบคุมด้วยชีววิธีความคงตัวของแป้งสุกAlkaline testdisease and insect resistancerice improvementSangyod Phatthalungการคุ้มครองพันธุ์พืชเชื้อโรคข้าวแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ศึกษาพันธุ์สังข์หยดพัทลุงสารลูทีนหอมมะลิแดงอะมิโลสอัตราการยืดตัวของเมล็ดข้าวสุกgene specific DNA marker and molecular marker-assisted backcrossinghigh nutritional value of ricelutein or zeaxanthinorganic production systemการละลายตัวในสารละลายด่างข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงความต้านทานโรคและแมลงเครื่องหมายดีเอ็นเอจำเพาะยีนซีแซนทีนระบบอินทรีย์และการปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีผสมกลับและใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยในการคัดเลือก

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

แบบแผนการบริโภคอาหาร ภาวะโภชนาการ และปัจจัยขับเคลื่อน ชุมชนผู้สูงอายุสุขภาพดี

วนัสรา เชาวน์นิยม มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2557

โครงการศึกษาแนวทางพัฒนานวัตกรรมอาหารเชิงสุขภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ(Aging Society)

รพีพร สุทาธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2556

เพปไทด์ต้านมะเร็งจากแหล่งธรรมชาติ

อภิชาติ กาญจนทัต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2564

นวัตกรรมอาหารสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ

ทิพวัลย์ สุวรรณรักษ์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย พ.ศ. 2560

การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพด้านโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานในจังหวัดเลย

สุระเดช ไชยตอกเกี้ย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ. 2560

การพัฒนาแนวทางการบริโภคอาหารเพื่อภาวะโภชนาการที่ดีของผู้สูงอายุ

วิสิฐ จะวะสิต มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2554

การศึกษาผลของการบริโภคข้าวนึ่งกล้องเริ่มงอกกับข้าวมอลต์ที่มีต่อ ภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ

ละเอียด แจ่มจันทร์ วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ พ.ศ. 2557

ภาวะโภชนาการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน

พุทธิพร พิธานธนานุกูล มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา พ.ศ. 2562

การพัฒนาตำรับอาหารท้องถิ่นสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานในจังหวัดเลย

สุระเดช ไชยตอกเกี้ย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ. 2560

การผลิตซินไบโอติกโยเกิร์ตพร้อมดื่มจากข้าวหักที่มีมูลค่าทางการตลาดต่ำสำหรับเป็นอาหารเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

อภิรักษ์ เพียรมงคล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560