การรักษาความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แผนงานการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพข้าวเหนียวไทยประกอบด้วย 4 แผนงานย่อย ได้แก่ 1) การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคไหม้ ขอบใบแห้ง และแมลงบั่ว 2) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและวิทยาการเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว 3) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวไทย และ 4) การจัดการศัตรูข้าวที่สำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพผลผลิตข้าวเหนียว แผนงานย่อยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคไหม้ ขอบใบแห้ง และแมลงบั่ว มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสงสำหรับพื้นที่นาน้ำฝน และข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสงสำหรับพื้นที่นาชลประทาน ให้มีผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคไหม้ ขอบใบแห้ง และแมลงบั่ว ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสงให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคไหม้ และขอบใบแห้ง และโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสงให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคไหม้ ขอบใบแห้ง และแมลงบั่ว ทั้งสองโครงการมีแนวทางการดำเนินงาน 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกเป็นการพัฒนาประชากรข้าวขึ้นมาใหม่เพื่อให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคไหม้ ขอบใบแห้ง และแมลงบั่ว เริ่มจากกิจกรรมการผสมพันธุ์ การชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสงให้ต้านทานโรคไหม้ด้วยวิธีการ upland short row การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวให้ต้านทานต่อโรคไหม้และขอบใบแห้งโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ การปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสงจากประชากรที่กระจายตัว และการเร่งชั่วอายุ สำหรับข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง แนวทางที่สองนำสายพันธุ์ข้าวที่ได้จากการดำเนินงานในช่วงปี 2563 ทดสอบต่อในกิจกรรมการศึกษาพันธุ์ การเปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี การเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี การเปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ การทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคไหม้ระยะกล้า ระยะออกรวง การทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคขอบใบแห้ง ต่อแมลงบั่ว การตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนของข้าวเหนียวสายพันธุ์ดีเด่น การวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพ คุณภาพการสี คุณภาพทางเคมี และการศึกษาระยะพักตัวของเมล็ด ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการเสนอขอรับรองพันธุ์ โดยโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสงให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคไหม้ และขอบใบแห้ง ได้ข้อมูลข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสงสายพันธุ์ดีเด่น RGDU10017-1-MAS-49-4-1-NKI-1-3-1-2 สำหรับพื้นที่นาน้ำฝน และได้ข้อมูลข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสงสายพันธุ์ดีเด่น PRE11012-24-1-1-1 สำหรับพื้นที่นาชลประทาน แผนงานย่อยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและวิทยาการเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 3 โครงการ ผลการวิจัยด้านการรักษาความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว พบว่า จากการปลูกข้าวเหนียวจำนวน 400 รวง ใน 4 สถานี เกิดการปนของข้าวเจ้าในข้าวเหนียวที่ปลูกในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์คิดเป็นอัตราร้อยละ 3.25 ของจำนวนแถวที่ปลูกในแปลง ผลการวิจัยด้านเทคโนโลยีการเก็บรักษาและการตรวจสอบสุขภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว ในการศึกษาชนิดและรูปแบบของสารสกัดสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูหลังเก็บเกี่ยวและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าว ในสภาพห้องปฏิบัติการ 4 แห่ง พบว่า ผงว่านน้ำสามารถป้องกันมอดข้าวเปลือก และด้วงงวงข้าวโพดได้ดีกว่าผงไพล และการใช้ผงว่านน้ำคลุกเมล็ดโดยตรงสามารถป้องกันได้ดีกว่าการใช้ผงว่านน้ำใส่ถุงชาวางบนข้าว โดยกรรมวิธีการใช้ผงว่านน้ำคลุกเมล็ด อัตรา 2.5 5 และ 10 กรัม ทำให้มอดข้าวเปลือก และด้วงงวงข้าวโพด มีอัตราการตายอยู่ระหว่าง 88 – 100 เปอร์เซ็นต์ และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังคงมีความงอกสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการใช้สารสกัดน้ำมันว่านน้ำ และน้ำมันไพลคลุกเมล็ด ทำให้มอดข้าวเปลือก และด้วงงวงข้าวโพด มีอัตราการตาย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มีผลทำให้ความงอกของเมล็ดพันธุ์ลดลง อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรในรูปแบบผง และสารสกัดน้ำมัน ในทุกกรมมวิธี มีแนวโน้มทำให้มอดข้าวเปลือกและด้วงงวงข้าวโพดในรุ่นลูก (F1) ลดลง การศึกษาเทคนิคการตรวจสอบสุขภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว พบว่า การตรวจหาชนิด และปริมาณของเชื้อราสาเหตุโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยวิธีเพาะบนกระดาษชื้น (Blotter method) พบเชื้อราสาเหตุโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 4 ชนิด โดยเชื้อราที่พบมากที่สุด คือ Fusarium spp. รองลงมาคือ Curvularia spp., Alternaria spp. และ Bipolaris spp. การตรวจสอบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ โดยวิธี Between paper พบว่า ข้าวพันธุ์สันป่าตอง 1 (ศวข.เชียงราย) กข6 (ศวข.สกลนคร อุดรธานี หนองคาย) และข้าวพันธุ์ กข12 กข18 กข22 (ศวข.หนองคาย) มีเปอร์เซ็นต์ของต้นกล้าที่เกิดแผลมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำต้นกล้าที่แสดงอาการแผลมาแยกเชื้อ พบว่า สามารถแยกเชื้อแบคทีเรียที่มีโคโลนีสีเหลือง และเมื่อนำไปปลูกเชื้อลงบนกล้าข้าวทำให้ข้าวเกิดโรคคล้ายกับอาการของโรคขอบใบแห้งได้ การตรวจสอบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์โดยวิธี PCR โดยการนำเชื้อแบคทีเรียที่เจริญบนอาหาร PSA จำนวน 95 ไอโซเลท มาสกัดดีเอ็นเอ และตรวจสอบสอบเชื้อ Xanthomonas oryzae pv. oryzae ด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) โดยใช้ไพรเมอร์ XOR-F และ XOR-R พบว่า แบคทีเรียที่เป็นตัวควบคุมเชิงบวก (P) มีขนาดดีเอ็นเอ 490 คู่เบส ขณะที่ตัวอย่างทั้ง 95 ตัวอย่าง ไม่พบแถบดีเอ็นเอ แสดงว่าไม่พบเชื้อแบคทีเรีย X. oryzae pv. oryzae ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าว สำหรับผลการวิจัยด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดความสูญเสียด้านปริมาณและคุณภาพข้าวเหนียว ในการศึกษาระยะเวลาและวิธีการเก็บเกี่ยวที่มีผลต่อการสูญเสียปริมาณและคุณภาพข้าวเหนียว พบว่าการเก็บเกี่ยวข้าวที่อายุ 22 30 และ 40 วันหลังออกดอก ด้วยแรงงานคน และรถเกี่ยว ผลผลิตไม่แตกต่างกัน แต่การเก็บเกี่ยวข้าวอายุ 22-30 วันหลังออกดอก (ความชื้นผลผลิต 22-30 เปอร์เซ็นต์) ด้วยแรงงานคน ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพการสีดี และมีการสูญเสียผลผลิตในขบวนการเก็บเกี่ยวน้อยกว่าการเกี่ยวข้าวที่อายุ 40 วันหลังออกดอก การเก็บเกี่ยวด้วยรถเกี่ยวนวด สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ 30-40 วันหลังออกดอก (ความชื้นผลผลิต 18-26 เปอร์เซ็นต์) ถึงแม้จะมีการสูญเสียผลผลิตมากกว่าการเก็บเกี่ยวข้าวที่อายุ 22 วันหลังออกดอก แต่ผลผลิตที่ได้ยังคงมีคุณภาพการสีในระดับดีถึงดีมาก โดยในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องจำนวนรถเกี่ยวนวดและแรงงานไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถปล่อยข้าวไว้ในแปลงนาได้โดยผลผลิตข้าวยังคงมีคุณภาพการสีดีกว่าการเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความชื้นผลผลิตขณะเก็บเกี่ยว สภาพต้นข้าวและสภาพแปลงนาด้วย ในการศึกษาวิธีการลดความชื้นหลังการเก็บเกี่ยวและระยะเวลาการเก็บรักษาที่มีผลต่อคุณภาพ พบว่า การใช้เครื่องอบมีเปอร์เซ็นต์ข้าวกล้อง เปอร์เซ็นต์รำ และเปอร์เซ็นต์ต้นข้าวและข้าวเต็มเมล็ด สูงกว่าวิธีการตากแดด แต่ดัชนีความขาวของข้าวสารของวิธีการตากแดดสูงกว่าการใช้เครื่องอบ เมื่อเก็บรักษาเป็นระยะเวลานานพบว่า เปอร์เซ็นต์แกลบ เปอร์เซ็นต์ข้าวกล้อง เปอร์เซ็นต์รำ เปอร์เซ็นต์ข้าวสาร ความนุ่มของข้าวสุก และดัชนีความขาวของข้าวสารมีแนวโน้มลดลง ส่วนความแข็งของข้าวสุกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเก็บรักษาเป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับศึกษาการใช้บรรจุภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูในโรงเก็บข้าวเหนียวเพื่อการบริโภค พบว่าถุง LDPE ถุง nylon และถุง PET ป้องกันการเกิดสิ่งเจือปนได้ดี เทียบเท่ากับ IRRI Super bag สำหรับเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดพันธุ์ที่เก็บในบรรจุภัณฑ์ทั้ง 4 ชนิดสูงกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเมล็ดที่สูญเสียจากการทำลายของแมลงน้อยที่สุด คือ IRRI Super bag รองลงมาคือ ถุง LDPE ถุง nylon และถุง PET สำหรับกระสอบพลาสติกสาน พบเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเมล็ดที่สูญเสียจากการทำลายของแมลงมากที่สุด การใช้ถุง nylon ในการเก็บรักษาข้าวเปลือกจะได้คุณภาพการสีของข้าวดีกว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่น รวมถึงสีเมล็ดข้าวเปลือกและข้าวสาร และสามารถคงคุณภาพเนื้อสัมผัสของข้าวสุกได้นานที่สุดถึง 7 เดือน และสำหรับการตรวจติดตามการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราและการตกค้างจากสารเคมีทางการเกษตร พบว่า ข้าวสารเหนียวที่มีวางจำหน่ายในตลาดพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ทุกตัวอย่างพบอะฟลาทอกซินบี 1 ต่ำกว่า 0.4 พีพีบี เชื้อรา Aspergillus flavus ตั้งแต่ 0-100 เปอร์เซ็นต์ และ Aspergillus niger ตั้งแต่ 0-70 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่พบการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรกลุ่มออร์แกโนฟอสเฟต ไพรีทรอยด์ ออร์กาโนคลอรีน และกลุ่มคาร์บาเมต แผนงานย่อยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียว และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ โครงการเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวที่เหมาะสมกับพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และโครงการเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวภาคเหนือตอนบน ผลการทดลองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เป็นการทดสอบชุดเทคโนโลยีที่แนะนำ ในพื้นที่ S1 S2 S3 และสภาพนนาชลประทาน เปรียบเทียบกับวิธีเกษตรกร พบว่า ชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวทั้ง 4 ชุด ชุดที่แนะนำในพื้นที่ S1 และ สภาพนาชลประทาน เป็นการลดต้นทุนการผลิต ชุดที่แนะนำในพื้นที่ S2 ไม่ลดต้นทุนและไม่เพิ่มผลผลิต และชุดที่แนะนำในพื้นที่ S3 ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต การทดลองในภาคเหนือพบว่า การจำแนกพื้นที่ปลูกและการประเมินความแปรปรวนของผลผลิตข้าวเหนียวในภาคเหนือตอนบน เฉลี่ยในช่วง 10 ปี ผลผลิตของข้าวเหนียว ทั้งพันธุ์ไวต่อช่วงแสงและพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนลดลง ร้อยละ 46 การลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวเหนียว การใส่ปุ๋ยสูตรเฉพาะพื้นที่ (14 กิโลกรัมไนโตรเจน/ไร่) ให้ผลผลิตข้าวไม่แตกต่างทางสถิติกับการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพ ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อยกระดับผลผลิตข้าวเหนียว พบว่า การคลุกเมล็ดข้าวด้วยปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี 50 เปอร์เซ็นต์ตามอัตราค่าวิเคราะห์ดิน มีแนวโน้มให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด การโยนกล้าแบบประณีต พบว่า พันธุ์ข้าวสันป่าตอง 1 ให้ผลผลิตสูงที่สุด การทดสอบและประเมินศักยภาพพืชร่วมระบบในระบบการผลิตข้าวเหนียว ดำเนินงาน ฤดูนาปรัง 2564 ในจังหวัดแพร่ และเชียงใหม่ ผลการทดลองในจังหวัดแพร่ พบว่า กรรมวิธีข้าวนาปี – ข้าวโพดหวาน ข้าวนาปี- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ ข้าวนาปี-ข้าวนาปรัง ให้ผลผลิต 813 และ 545 และ 584 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ และจังหวัดเชียงใหม่พบว่า กรรมวิธีข้าวนาปี- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวนาปี – ถั่วเหลือง และข้าวนาปี –ข้าวนาปรัง มีผลผลิต 1,098 344 และ 441 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ การใช้ประโยชน์จากฟางข้าว การผลิตพลาสติกชีวภาพจากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส CMC จากเยื่อฟางข้าว พบว่า ความเข้มข้นของ คาร์บอซีเมธิลเซลลูโลส 5 เปอร์เซ็นต์ แผ่นพลาสติกจะบาง ใส เมื่อเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น และเพิ่มเซลลูโลสเข้าไปจะทำให้แผ่นพลาสติกมีความแข็งแรงมีความหนาเพิ่มมากขึ้น และข้อมูลการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยเกษตรกรมีส่วนร่วมในนาแปลงใหญ่ ที่จังหวัดเชียงรายโดยเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดคือใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ของดิน ปลูกข้าวพันธุ์ กข10 โดยวิธีหว่านน้ำตม อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ และใช้วิธีนิเวศวิศวกรรมโดยปลูกปอเทืองรอบแปลงนาให้มีดอกสีเหลืองเพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของศัตรูธรรมชาติ และจังหวัดแพร่ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน มีจำนวนเกษตรกรเข้าร่วม 20 คน แผนงานย่อยการจัดการศัตรูข?าวที่สําคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพผลผลิตข?าวเหนียว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้วิธีการจัดการศัตรูข้าวที่สำคัญในพื้นที่ผลิตข้าวเหนียว ดำเนินงานวิจัย จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการการจัดการโรคข้าวและแมลงศัตรูข้าวที่สําคัญภายใต้ความแปรปรวนของสภาพอากาศในพื้นที่ผลิตข้าวเหนียว ดำเนินการติดตามและเฝ้าระวังการระบาดของโรคที่สำคัญ แมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ และแมลงศัตรูธรรมชาติ โดยใช้เครื่องตรวจอากาศอัตโนมัติ กับดักแสงไฟ และการสุ่มนับด้วยตาเปล่าในแปลงนาเกษตรกร การประเมินและติดตามสถานการณ์การระบาดของไส้เดือนฝอยรากปมศัตรูข้าว และเพลี้ยอ่อนศัตรูข้าวที่มีแนวโน้มจะเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญ และโครงการการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์จากสารสกัดเนื้อผลมะคำดีควายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว ดำเนินการศึกษาสารสำคัญซาโปนินในมะคำดีควาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากเนื้อผลมะคำดีควายและผลกระทบต่อสัตว์น้ำในห้องปฏิบัติการ ทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากเนื้อผลมะคำดีควายร่วมกับสารไดเอทธิลมาเลท พัฒนาสารสกัดจากเนื้อผลมะคำดีควายในรูปของเม็ดบีดไฮโดรเจล และรูปแบบเม็ดละลายน้ำเพื่อป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว ทั้งระดับห้องปฏิบัติการและแปลงนาทดลอง จากผลการดำเนินงาน พบว่า การติดตามและเฝ้าระวังการระบาดของแมลงศัตรูข้าวโดยใช้กับดักแสงไฟระหว่างเดือนมกราคม 2562-พฤศจิกายน 2564 นำข้อมูลแมลงศัตรูข้าวมาวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise โดยใช้ตัวแปรอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความชื้นสัมพัทธ์ ในการร่วมกันพยากรณ์ปริมาณแมลงศัตรูข้าว สามารถสร้างสมการ linear regression ได้ทั้งหมด 8 ชนิด 10 สมการ ได้แก่ เพลี้ยจักจั่นสีเขียว = -26.855+0.465**(ความชื้นสัมพัทธ์)+0.199**(ปริมาณน้ำฝนรายวัน) (r = 0.291, p<0.01) และ -46.148+0.409**(ความชื้นสัมพัทธ์)+0.935**(อุณหภูมิ) (r = 0.230, p<0.01) เพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก = -12.826+0.540**(อุณหภูมิ)+0.018**(ความชื้นสัมพัทธ์) (r = 0.243, p<0.01) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล = -827.566+34.584**(อุณหภูมิ) -3.124*(ปริมาณน้ำฝนรายวัน) (r = 0.206, p<0.01) และ -26.060+0.786**(อุณหภูมิ)+0.136**(ความชื้นสัมพัทธ์) (r = 0.203, p<0.01) เพลี้ยกระโดดแถบขาวเล็ก = -43.699+2.688**(อุณหภูมิ) (r = 0.184, p<0.01) เพลี้ยจักจั่นหัวสีส้ม = 16.648+1.034**(อุณหภูมิ)-0.292**(ความชื้นสัมพัทธ์) (r = 0.162, p<0.01) เพลี้ยกระโดดหลังขาว = -0.997+0.046**(อุณหภูมิ)+0.01**(ปริมาณน้ำฝนรายวัน) (r = 0.159, p<0.01) แมลงหล่า = 1.234-0.014**(ความชื้นสัมพัทธ์) (r = 0.106, p<0.01) และด้วงงวงกินรากข้าว = -0.619+0.048**(อุณหภูมิ) (r = 0.076, p<0.05) สำหรับการสุมนับด้วยตาเปล่าในแปลงนาเกษตรกร ฤดูนาปรัง 2564 และฤดูนาปี 2564 วิเคราะห์โดยใช้อุณหภูมิใต้ทรงพุ่ม ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม และจำนวนต้นต่อกอหรือจุดสำรวจเป็นตัวแปร สามารถสร้างสมการ linear regression ได้ทั้งหมด 11 ชนิด 12 สมการ ได้แก่ จำนวนหลอดบั่ว = 2.857-0.094**(อุณหภูมิใต้ทรงพุ่ม)+0.035**(จำนวนต้นต่อกอหรือจุดสำรวจ) (r = 0.339, p<0.01) เปอร์เซ็นต์การทำลายของเพลี้ยไฟ = -0.439+0.077**(อุณหภูมิใต้ทรงพุ่ม)-0.057**(จำนวนต้นต่อกอหรือจุดสำรวจ)-0.017*(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.301, p<0.01) เพลี้ยจักจั่นสีเขียว = -0.388+0.011**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.249, p<0.01), 5.993-0.137**(อุณหภูมิใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.222, p<0.01) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล = 0.468-0.012**(อุณหภูมิใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.181, p<0.01) เพลี้ยจักจั่นหัวสีส้ม = -0.112+0.004**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.152, p<0.01) เพลี้ยกระโดดหลังขาว = -0.724+0.039**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม)+0.057*(จำนวนต้นต่อกอหรือจุดสำรวจ) (r = 0.136, p<0.01) เปอร์เซ็นต์การทำลายของแมลงวันเจาะยอดข้าว = 1.299-0.007**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม)-0.020**(อุณหภูมิใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.125, p<0.01) แมลงสิง = 0.123-0.002**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.123, p<0.01) และ -0.054+0.002*(อุณหภูมิใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.065, p<0.05) เพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก = 0.024-0.002**(จำนวนต้นต่อกอหรือจุดสำรวจ)+0.002**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.104, p<0.01) C. spectra = -0.027+0.001**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.083, p<0.01) และ แมลงหล่า = -0.037+0.001**(ความชื้นสัมพัทธ์ใต้ทรงพุ่ม) (r = 0.080, p<0.01) แต่พบว่าค่าความสัมพันธ์ระหว่างแมลงศัตรูข้าว และสภาพอากาศค่อนข้างต่ำจึงควรเพิ่มปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของแมลงศัตรูข้าวทั้งปัจจัยทางกายภาพ และชีวภาพ ร่วมในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ปริมาณแมลงศัตรูข้าวมากยิ่งขึ้น และได้แผนที่แนวโน้มการกระจายตัวของไส้เดือนฝอยรากปมในนาข้าวในพื้นที่จังหวัดเชียงราย สกลนคร และนครพนม จำนวน 3 แผนที่ ซึ่งข้อมูลทั้งในรูปแบบสมการ และแผนที่แนวโน้มการกระจายตัวของศัตรูข้าวสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาระบบเตือนภัย และพยากรณ์การระบาดของแมลงศัตรูข้าว เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นข้อมูลร่วมในการตัดสินใจในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวได้ สำหรับการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์จากสารสกัดเนื้อผลมะคำดีควายดำเนินการช่วงเดือนตุลาคม 2562 – ธันวาคม 2564 สามารถแยกสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์จากเนื้อผลมะคำดีควายได้สาร SP3 ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่มซาโปนินเป็นสารออกฤทธิ์ สามารถใช้สารนี้เป็นสารเปรียบเทียบ (marker) ในการตรวจเอกลักษณ์สารสกัดจากมะคำดีควายได้ โดยสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์ที่ได้มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองอ่อน และเมื่อนำสารนี้ความเข้มข้น 100-2,000 ppm ไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง HPTLC พบตำแหน่งสารที่เป็นกลุ่มซาโปนินที่ตำแหน่ง Rf 0.17 มีค่าการดูดกลืนแสงสูงสุดที่ความยาวคลื่น 207 นาโนเมตร ผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากเนื้อผลมะคำดีควายในรูปแบบน้ำร่วมกับสารไดเอทธิลมาเลท รูปแบบเม็ดบีดไฮโดรเจลโซเดียมอัลจิเนตและรูปแบบเม็ดละลายน้ำในแปลงนาทดลอง พบว่า สามารถเลือกกรรมวิธีที่ดีที่สุดเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของต้นแบบผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากเนื้อผลมะคำดีควายในแปลงนาทดลอง ในฤดูนาปรัง 2565 ได้ดังนี้ กรรมวิธีที่ 1 สารสกัดมะคำดีควาย 1.6 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับสารไดเอทธิลมาเลท 0.0025 เปอร์เซ็นต์ กรรมวิธีที่ 2 สารสกัดมะคำดีควายในรูปเม็ดบีดไฮโดรเจลโซเดียมอัลจิเนต 5 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีที่ 3 สารสกัดมะคำดีควายในรูปเม็ดละลายน้ำ 3 กิโลกรัมต่อไร่ ผลการศึกษาผลกระทบต่อสัตว์น้ำของทั้ง 3 กรรมวิธี พบว่า ที่เวลา 24 ชั่วโมง การใช้สารสกัดมะคำดีควายส่งผลให้ปลานิลตายน้อยกว่าร้อยละ 55 แตกต่างจากกากเมล็ดชาที่ทำให้ปลานิลตายทั้งหมด (P?0.05)