โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดฝักสดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และบริโภคฝักสด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดฝักสด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และบริโภคฝักสด ปี 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมและข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมให้มีผลผลิตสูงคุณภาพบริโภคดี ได้มาตรฐาน ต้านทานต่อโรคทางใบที่สำคัญ ตรงต่อความต้องการของเกษตรกรและผู้บริโภคภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและตลาดฝักสด 2) เพื่อสร้างประชากรข้าวโพดหวานและข้าวโพดข้าวเหนียวสำหรับเป็นแหล่งพันธุกรรมในงานปรับปรุงพันธุ์ระยะยาว ประกอบด้วยงานวิจัย 2 โครงการย่อย ได้แก่ 1) การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิต คุณภาพบริโภค และทนทานต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ และ 2) การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิต และคุณภาพบริโภค การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิต คุณภาพบริโภค และทนทานต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ มีผลการดำเนินการวิจัยในปี 2565 ดังนี้ 1) การศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของข้าวโพดหวานจํานวน 361 พันธุ์/สายพันธุ์ แบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ได้จำนวน 5 กลุ่ม ซึ่งจะใช้ประโยชน์ในการผสมรวมเป็นประชากรข้าวโพดหวานใหม่ จำนวน 2 ประชากร 2) พัฒนาสายพันธุ์อินเบรดข้าวโพดหวาน จำนวน 950 สายพันธุ์ คัดเลือกสายพันธุ์อินเบรดข้าวโพดหวานดีเด่น จำนวน 62 สายพันธุ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามความสัมพันธ์จากข้อมูลของการศึกษาทางชีวโมเลกุล จำนวน 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม CN22.hA และ CN22.hB จำนวน 55 และ 7 สายพันธุ์ ตามลำดับ และแบ่งจากลักษณะรูปทรงฝักและประวัติสายพันธุ์ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มฝักยาว และ กลุ่มฝักใหญ่ จำนวน 13 และ 7 สายพันธุ์ ตามลำดับ 3) สร้างสายพันธุ์อินเบรดข้าวโพดหวานจากประชากรข้าวโพดหวาน CN-NLBCH66-RRSC1-F2 และ CN-NLBHX75-RRSC1-F2 จำนวน 375 สายพันธุ์ และคัดเลือกสายพันธุ์อินเบรดที่ดีเด่น จำนวน 11 สายพันธุ์ จากการประเมินความต้านทานโรคใบไหม้แผลใหญ่ของสายพันธุ์ข้าวโพดหวาน เพื่อผสมข้ามกลุ่มผลิตเป็นพันธุ์ลูกผสมต่อไป 4) ผสมข้ามสายพันธุ์อินเบรดข้าวโพดหวาน เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมทดลองจำนวน 455 ลูกผสม และผสมข้ามสายพันธุ์อินเบรดดีเด่น เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น จำนวน 23 ลูกผสม สำหรับการนำไปเปรียบเทียบพันธุ์ขั้นมาตรฐาน ในท้องถิ่น และในไร่เกษตรกร 5) คัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมทดลองชุดปี 2565 จำนวน 14 ลูกผสม จากการเปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้น คัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นจากการเปรียบเทียบพันธุ์มาตรฐาน และในท้องถิ่น จำนวน 3 และ 2 ลูกผสม ตามลำดับ ส่วนข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นในการเปรียบเทียบพันธุ์ไร่เกษตรกร พบว่า มีศักยภาพในการให้ผลผลิตด้อยกว่าข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน 6) คัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมทดลองชุดปี 2565 ในภาคใต้จำนวน 9 ลูกผสมเพื่อนำไปเปรียบเทียบพันธุ์มาตรฐานในพื้นที่นอกสถานีวิจัยในปี 2566 ต่อไป การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิต และคุณภาพบริโภค มีผลการดำเนินการวิจัยในปี 2565 ดังนี้ 1) พัฒนาสายพันธุ์ผสมตัวเองชั่วที่ 2-4 จำนวน 444 สายพันธุ์ และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมทดลอง จำนวน 119 ลูกผสม สำหรับนำไปเปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้น ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 65 ลูกผสม เพื่อทดสอบศักยภาพของพันธุ์ในการเปรียบเทียบมาตรฐาน ในท้องถิ่น และ ในไร่เกษตรกร 2) คัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวและข้าวโพดข้าวเหนียวหวานลูกผสมทดลอง จำนวน 30 ลูกผสม เพื่อนำไปเปรียบเทียบพันธุ์มาตรฐานต่อไป และการทดสอบศักยภาพของพันธุ์ในการเปรียบเทียบมาตรฐาน ในท้องถิ่น และ ในไร่เกษตรกร สามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 12 3 และ 3 ลูกผสม ตามลำดับ 3) ผสมรวมสายพันธุ์อินเบรดข้าวโพดข้าวเหนียวหวานจาก 2 กลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรมสร้างเป็นประชากรข้าวโพดข้าวเหนียวหวาน จำนวน 2 ประชากร ได้แก่ Pop-CNSWXFC0F1 และ Pop-CNSWXMC0F1 4) ทดสอบความต้านทานโรคใบไหม้แผลใหญ่ของสายพันธุ์อินเบรดข้าวโพดข้าวเหนียวดีเด่น จำนวน 87 สายพันธุ์ พบว่า สายพันธุ์อินเบรดข้าวโพดข้าวเหนียว จำนวน 41 สายพันธุ์ มีความต้านทานต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ระดับปานกลาง 5) ข้าวโพดข้าวเหนียว จำนวน 55 สายพันธุ์ ไม่มีความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง 6) การผลิตข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมสายพันธุ์ดีเด่น CNW18109 ควรปลูกที่ระยะ 75x20 ซม.และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่อัตรา 1.0 เท่าของคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินของกรมวิชาการเกษตร (20 กก.N/ไร่) หรือ ปลูกที่ระยะ 75x20 ซม.และใส่ปุ๋ย 1.5-2.0 เท่าของคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือที่ระยะ 75x25 ซม.ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 1.5-2.0 เท่าของคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินของกรมวิชาการเกษตร