แนวทางพัฒนาทางกายภาพวัดร้างใน11ตำบลนอกเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ผลงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงปัญหาและโอกาสของวัดร้างที่ปรากฏอยู่มากมายในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยกาหนดพื้นที่ศึกษานอกเขตกาแพงเมืองชั้นในและชั้นนอก ครอบคลุมพื้นที่11ตาบลโดยรอบ จากการศึกษาพบว่าจังหวัดเชียงใหม่เคยมีวัดร้างทั้งหมด 948 วัด โดย 99 วัด อยู่ในเขตกาแพงเมืองชั้นใน ทั้งนี้มีเพียง 35 วัดที่ยังคงสภาพสถานที่ศักดิ์สิทธ์ในปัจจุบันและ 10 วัด มีสภาพคงเหลือเพียงเจดีย์ ในเขตกาแพงเมืองชั้นนอกนั้นปัจจุบันเหลือหลักฐานเพียง 10 วัด และเพิ่งได้รับการฟื้นฟูสาเร็จ1วัด หลักฐานของวัดร้างที่เหลือรอดพ้นจากอดีตเหล่านี้ปัจจุบันแม้จะตั้งอยู่ที่เดิมแต่สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยในหลายรูปแบบ เช่น โรงเรียน สถานที่ราชการ ชุมชนแออัด และถนน ในผลงานวิจัยนี้มีการดาเนินการวิจัยทางเลือกการพัฒนาทางกายภาพของวัดร้างในแต่ละที่และกลุ่มที่สัมพันธ์กับผู้ใช้และบริบทในปัจจุบัน โดยการต่อยอดและค้นหาปัจจัยที่ทาให้ร้างและไม่ร้างของวัดเหล่านี้ ศึกษาวัฏจักรของวัดร้างที่มีลักษณะปรากฏการณ์ รวมทั้งอุปสงค์และอุปทานต่อการดารงอยู่ ลักษณะเฉพาะของโบราณสถานทางศาสนา(ร้าง) หลังจากนั้นนาลักษณะเฉพาะและปัจจัยที่ค้นพบมาศึกษาหาแนวทางความยั่งยืนที่จับต้องได้ ที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้ปัจจุบันเพื่อความยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไป มีการออกแบบทางเลือกหลายวิธีและสามารถแบ่งเป็นกลุ่มการพัฒนาได้ตามบริบทเพื่อรอการฟื้นเป็นวัดที่จะคงสภาพเต็มของสถานะพื้นที่ทางศาสนาได้ในอนาคต ผลการวิจัยพบว่าวัดร้างในพื้นที่ศึกษาสามารถกาหนดกลุ่มที่มีบริบทคล้ายคลึงกันได้และทาการเลือกบางวัดเพื่อนามาใช้เป็นตัวอย่างการออกแบบการพัฒนาทางกายภาพที่สามารถทาได้จริง การพัฒนาพื้นที่มักพบปัญหาเรื่องการถูกปิดบังและขอบเขตพื้นตามโฉนดและการประกาศเขตโบราณสถานมีน้อยเกินไป อีกทั้งยังขาดความเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวันของชุมชนและการรับรู้ระดับเมืองและย่านดังนั้นการออกแบบขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นและปรับให้เป็นพื้นที่สาธารณะรองรับกิจกรรมเบา(Passive activity)เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ(Recreation area)ของแต่ละชุมชนเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยจะต้องควบคุมบรรยากาศโดยรวมและการกันเขต(Buffer zone)โบราณสถานไว้ให้คงสภาพความศักดิ์สิทธิ์(Sense of sacred place)ของพื้นที่ไว้ให้ได้ด้วย การขอคืนพื้นที่โดยรอบคืนซึ่งเดิมเป็นวัดนั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่จาเป็นเพื่อให้มรดกทางศาสนานี้ไม่ถูกบดบังและเชื่อมโยง โดยหากทาเป็นโครงการพัฒนาต่อเนื่องพบว่ามีศักยภาพพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ได้อีกมาก อันจะเป็นส่วนหนึ่งของการแผนพัฒนาสู่การเป็นมรดกโลกได้อีกทางหนึ่งในอนาคตด้วย