การปรับปรุงพันธุ์เห็ดฟางเพื่อเพิ่มผลผลิตด้วยการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ทำการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดฟางเพื่อเพิ่มผลผลิตด้วยการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยการฉายเส้นใยเห็ดด้วยรังสีเหนือม่วงเป็นเวลา 45 นาที และแช่เส้นใยเห็ดสารเอทิลมีเทนซัลโฟเนตที่ความเข้มข้นร้อยละ 2 เป็นเวลา 50 นาที พบว่าเส้นใยเห็ดมีอัตราการรอดตายร้อยละ 23.33 และ 26.67 ตามลำดับ เมื่อทำการคัดเลือกสายพันธุ์ที่รอดตายจากรังสีเหนือม่วง 8 สายพันธุ์ และสารเอทิลมีเทนซัลโฟเนต 10 สายพันธุ์ ที่มีอัตราการเจริญของเส้นใยมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมมาเพาะเห็ดพบว่า เห็ดฟางสายพันธุ์กลายจากการฉายรังสีเหนือม่วง 4 สายพันธุ์ (UV34, UV35, UV43 และ UV44) มีค่าร้อยละของประสิทธิภาพทางชีวภาพสูงกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมร้อยละ 26-28 นอกจากนี้การเจริญของเห็ดฟางสายพันธุ์กลายที่อุณหภูมิ 30, 35 และ 37 องศาเซลเซียส ที่ค่าความเป็นกรดด่างที่ 5.5, 6.0, 6.5, 7.0, 7.5, 8.0, 8.5 และ 9.0 ในอาหารสูตร potato dextrose agar (PDA) ที่เติม chloramphenicol ที่ความเข้มข้นสุดท้าย 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และ mushroom complete medium (MCM) ที่เติม chloramphenicol ที่ความเข้มข้นสุดท้าย 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ในอาหารที่มี sucrose, glucose, mannitol, fructose หรือ arabinose เป็นแหล่งคาร์บอน และอาหารที่มี yeast extract, peptone, urea, NH4Cl หรือ NH4NO3 เป็นแหล่งของไนโตรเจน มีอัตราการเจริญมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทำการศึกษาลายพิมพ์ดีเอ็นเอของเห็ดสายพันธุ์กลายเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมโดยใช้เทคนิค random amplified polymorphic DNA (RAPD) และพบว่าเห็ดฟางสายพันธุ์ UV34 และ UV 35 มีลายพิมพ์ดีเอ็นเอไม่ต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่เห็ดฟางสายพันธุ์ UV43 และ UV 44 มีลายพิมพ์ดีเอ็นเอต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ค่า similar coefficiency เท่ากับ 96.94