การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางพันธุกรรมของต้นหนอนตายหยาก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
หนอนตายหยากเป็นพืชสมุนไพรซึ่งมีการนารากมาสกัดเป็นสารกาจัดแมลงศัตรูพืช ด้วยเหตุผลดังกล่าวอาจส่งผลให้หนอนตายหยากหมดจากป่าได้หากไม่มีการปลูกทดแทน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้ศึกษาการขยายพันธุ์และการอนุรักษ์พันธุกรรมของต้นหนอนตายหยาก บริเวณศูนย์การศึกษาหริภุญไชย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมในระดับโมเลกุลโดยเทคนิค AFLP การขยายพันธุ์หนอนตายหยากด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ประกอบด้วย ขั้นตอนแรกการชักนาให้เกิดยอดจานวนมาก โดยนาตาข้างหนอนตายหยากที่ผ่านการฟอกฆ่าเชื้อมาเพาะเลี้ยงบนอาหารวุ้นสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 2 มก/ล เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าเกิดยอดเฉลี่ย 6 ยอดต่อชิ้นเนื้อเยื่อ ขั้นตอนที่สอง การชักนาให้เกิดราก โดยนายอดที่ได้จากขั้นตอนแรกไปย้ายเลี้ยงในอาหารวุ้นสูตร MS ที่ติม NAA หรือ IAA ที่ความเข้มข้น 0, 1.0, 2.0 และ 3.0 มก/ล เป็นเวลา 4 สัปดาห์ยังไม่พบการเกิดราก ขณะนี้อยู่ระหว่างการดาเนินงานปรับสูตรอาหารและชนิดของสารควบคุมการเจริญเติบโต การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมในระดับโมเลกุลโดยเทคนิค AFLP โดยนาตัวอย่างหนอนตายหยากจากพื้นที่ศรีบัวบานจานวน 4 ตัวอย่าง และดีเอ็นเอที่สกัดจากหนอนตายหยากที่ทราบชนิดอีก 2 ตัวอย่างได้แก่ S. burkillii Prain และ S. curtisii Hk.f. จากการคัดเลือกคู่ไพรเมอร์ทั้งหมด 26 คู่ ของไพรเมอร์ EcoRI และไพรเมอร์ MseI ที่เพิ่มเบสคัดเลือก พบว่ามีเพียงหนึ่งคู่ไพรเมอร์ คือ E-ACT + M-CTA ที่ไม่ปรากฏแถบดีเอ็นเอ มี 9 คู่ไพรเมอร์ ที่ลายพิมพ์ดีเอ็นเอไม่เหมาะสมสาหรับการนาไปวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม และอีก 16 คู่ไพรเมอร์ปรากฏลายพิมพ์ดีเอ็นเอที่มีขนาดและจานวนของแถบดีเอ็นเอเหมาะสมสาหรับการนาไปวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม เมื่อพิจารณาลายพิมพ์ดีเอ็นเอที่ได้ พบว่าตัวอย่างที่เก็บจากพื้นที่ศรีบัวบานให้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอคล้ายคลึงกันภายในกลุ่ม และมีความแตกต่างจากตัวอย่างที่ทราบชนิดอย่างชัดเจน จึงเป็นไปได้ว่าตัวอย่างจากพื้นที่ศรีบัวบานน่าจะเป็นหนอนตายหยากชนิดอื่นที่ไม่ใช่ชนิด S. burkillii Prain หรือ S. curtisii Hk.f.