อุทกวิทยาของดินและคุณภาพน้ำบางประการในพื้นที่ปลูกยางพารา บริเวณลุ่มน้ำย่อยชายฝั่งทะเลตะวันออก จังหวัดระยอง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินโดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่ปลูกยางพารานั้น อาจส่งผลกระทบต่ออุทกวิทยาของดินซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการซึมน้ำและการกักเก็บน้ำไว้ในดิน โดยกระบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผลผลิตน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำนั้น ๆ ได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงผลของการใช้ที่ดินในการปลูกยางพาราต่อสมบัติทางอุทกวิทยาของดินและคุณภาพน้ำบางประการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยชายฝั่งทะเลตะวันออก ในช่วงน้ำแล้งและน้ำหลากของปี พ.ศ. 2560 โดยทำการเก็บตัวอย่างดินแบบไม่ทำลายโครงสร้างเพื่อศึกษาความชื้นดินและความหนาแน่นรวมของดินจำนวน 24 ตัวอย่างในแต่ละครั้ง ศึกษาการซึมน้ำผ่านผิวดินโดยใช้ single ring infiltrometer ค่าสัมประสิทธิ์การนำน้ำเมื่อดินอิ่มตัวโดยใช้ falling head permeameter นอกจากนี้ทำการศึกษาคุณภาพน้ำจำนวน 5 ดัชนี และประเมินคุณภาพน้ำโดยวิธี Water Quality Index (WQI) จากผลการศึกษา พบว่าพื้นที่ศึกษาส่วนใหญ่เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินเป็นกรดจัด มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ ค่าความชื้นดินของพื้นที่ยางพาราในช่วงน้ำแล้งดินบนและดินล่างมีค่าเท่ากับ 7.66 และ 9.21 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงน้ำหลากมีค่าเท่ากับ 16.62 และ 14.17% เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับความชื้นดินของพื้นที่ป่าธรรมชาติในพื้นที่ศึกษา โดยค่าความชื้นดินจะเพิ่มขึ้นในช่วงน้ำหลากเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ ส่วนความหนาแน่นรวมของดินในพื้นที่ยางพาราในช่วงน้ำแล้งที่ดินบนมีค่าเท่ากับ 1.43 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ดินล่างมีค่าเท่ากับ 1.56 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกันกับในช่วงน้ำหลากและมีค่าใกล้เคียงกับพื้นที่ป่าธรรมชาติแต่ที่ดินล่างจะมีความหนาแน่นมากกว่า ด้านสมรรถนะการซึมน้ำผ่านผิวดิน พื้นที่ยางพารามีค่าเท่ากับ 153.44 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงในช่วงน้ำแล้ง และ 119.99 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงในช่วงน้ำหลาก ซึ่งมีสมรรถนะการซึมน้ำผ่านผิวดินที่ต่ำกว่าพื้นที่ป่าธรรมชาติแต่สูงกว่าพื้นที่สวนผลไม้ในพื้นที่ศึกษา โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับค่าสัมประสิทธ์การนำน้ำเมื่อดินอิ่มตัวด้วยน้ำ ในส่วนของคุณภาพน้ำบางประการในพื้นที่ยางพาราทั้งช่วงน้ำแล้งและน้ำหลาก พบว่าความเป็นกรดด่าง (6.93) ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ (3.92 และ 4.48 มิลลิกรัมต่อลิตร) ปริมาณไนเตรท (0.94 และ 0.02 มิลลิกรัมต่อลิตร) และปริมาณออโธฟอสเฟต (0.22 และ 0.07 มิลลิกรัมต่อลิตร) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำผิวดินประเภทที่ 3 ยกเว้นในช่วงแล้งที่ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำมีค่าต่ำเนื่องจากปริมาณน้ำที่น้อยและไหลช้ามาก ส่วนปริมาณตะกอนแขวนลอย (4.33 และ 12.17 มิลลิกรัมต่อลิตร) มีค่าน้อยเนื่องจากพื้นที่ยางพารามีความความลาดชันน้อยทำให้โอกาสในการเกิดการชะล้างพังทลายของดินมีน้อยเช่นกัน ในขณะที่ค่าดัชนีคุณภาพน้ำ (WQI) ของพื้นที่สวนยางพาราทั้งสองช่วงมีค่าคะแนนอยู่ในระดับดี เทียบได้กับมาตรฐานน้ำผิวดินประเภทที่ 2 สามารถสรุปได้ว่าการปลูกยางพาราในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยชายฝั่งทะเลตะวันออกมีผลต่อความหนาแน่นของดินบ้างโดยเฉพาะดินล่าง และในพื้นที่ยางพาราที่มีอายุน้อยจะมีสมรรถนะการซึมน้ำผ่านผิวดินค่อนข้างต่ำกว่าพื้นที่ยางพาราที่มีอายุมาก แต่ยังไม่ส่งผลกระทบในด้านคุณภาพน้ำ ?