การส่งเสริมการผลิตและการใช้ประโยชน์จากกล้วยหินในจังหวัดเพชรบูรณ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยการส่งเสริมการผลิต และการใช้ประโยชน์จากกล้วยหินในจังหวัดเพชรบูรณ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างของกล้วยหินการส่งเสริมอาชีพของผู้ประกอบการเกี่ยวกับกล้วยหิน และเพื่อบูรณาการการวิจัยกับการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็นโครงการวิจัยย่อย 4 โครงการ โครงการวิจัยย่อยที่ 1 การพัฒนากระบวนการผลิตต้นพันธุ์ และการอนุรักษ์กล้วยหินในสภาพปลอดเชื้อ โครงการวิจัยย่อยที่ 2 การศึกษาค่ากลูโคสที่ย่อยเร็ว และค่ากลูโคสที่ย่อยช้าของแป้งกล้วยหินเพื่อการใช้ประโยชน์ในเส้นก๋วยเตี๋ยว โครงการวิจัยย่อยที่ 3 การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะเศษวัสดุเหลือใช้ของกล้วยหิน และการใช้เสริมเป็นอาหารไก่พื้นเมือง และโครงการวิจัยย่อยที่ 4 การพัฒนาชุดการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพ ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ โครงการวิจัยย่อยที่ 1 การพัฒนากระบวนการผลิตต้นพันธุ์ และการอนุรักษ์กล้วยหินในสภาพปลอดเชื้อ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสูตรอาหารที่เหมาะสมในการผลิตต้นพันธุ์กล้วยหินในสภาพปลอดเชื้อ และศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการเก็บรักษาต้นพันธุ์กล้วยหินในสภาพปลอดเชื้อ เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรม โดยทำการศึกษาผลของ BA และ NAA ต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนาของกล้วยหินในสภาพปลอดเชื้อ และผลของวัสดุปลูกต่อการเจริญเติบโตในสภาพธรรมชาติ พบว่า การฟอกฆ่าเชื้อด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ (v/v) เป็นเวลา 10 นาที มีอัตราการรอดชีวิตสูงสุด และยังพบว่า อาหารแข็งสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถชักนำให้เกิดยอดเกิดราก และจำนวนใบได้สูงสุด สำหรับการชักนำการเกิดรากของกล้วยหินที่มีอายุ 6 เดือน โดยเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติม NAA ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถชักนำให้เกิดรากสูงสุด สำหรับการย้ายออกปลูกในสภาพธรรมชาติ ทำการทดสอบในวัสดุปลูกแตกต่างกัน 3 ชนิด ได้แก่ พีทมอส ทราย และทรายผสมขุย มะพร้าว พบว่าวัสดุปลูกพีทมอสมีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตสูงสุด และการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการเก็บรักษาต้นพันธุ์กล้วยหินในสภาพปลอดเชื้อ คือการเพาะเลี้ยงต้นพันธุ์กล้วยหินบนอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแบบชะลอการเจริญเติบโตสูตรอาหาร MS ที่เติมแมนนิทอลความเข้มข้น 30 กรัมต่อลิตร มีจำนวนยอด และเปอร์เซ็นต์การเกิดยอดน้อยที่สุด โครงการวิจัยย่อยที่ 2 การศึกษาค่ากลูโคสที่ย่อยเร็ว และค่ากลูโคสที่ย่อยช้าของแป้งกล้วยหินเพื่อการใช้ประโยชน์ในเส้นก๋วยเตี๋ยว ผลการศึกษา พบว่ากล้วยหินเป็นแหล่งของสารฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหารที่ให้พลังงงาน และดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค แป้งกล้วยหิน และอัตราส่วนของแป้งกล้วยหินที่ 2.5 และ 3.0 ในส่วนประกอบของเส้นก๋วยเตี๋ยว มีปริมาณน้ำตาลรวมทั้งหมดเท่ากับ 66.4, 54.4 และ 73.2 ?g / mL ปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์เท่ากับ 7.8, 17.3 และ 19.8 ?g / mL และค่ากลูโคสที่ย่อยเร็ว (RAG) เท่ากับ 44.4 ? 2.78, 27.2 ? 2.97 และ 29.4 ? 2.97 กรัมต่อแป้ง 100 กรัมของสารตัวอย่าง และมีปริมาณกลูโคสที่ย่อยช้า (SAG) เท่ากับ 28.1 ? 0.66, 16.2 ? 1.02 และ 25.0 ? 1.91 กรัม ตามลำดับ การประเมินความพึ่งพอใจต่อเส้นก๋วยเตี๋ยวจากแป้งกล้วยหิน พบว่าที่อัตราส่วนของแป้งกล้วย 3.0 ในส่วนผสมของเส้นก๋วยเตี๋ยว มีคะแนนความพึงพอใจต่ำกว่าอัตราส่วน 2.5 โครงการวิจัยย่อยที่ 3 การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะเศษวัสดุเหลือใช้ของกล้วยหิน และการใช้เสริมเป็นอาหารไก่พื้นเมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ส่วนประกอบโภชนะทางเคมีของเปลือกกล้วยหินบด ซึ่งผลจากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะ พบว่าเปลือกกล้วยหินบดถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารฐานหรืออาหารหลัก ซึ่งมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ จากนั้นทำการศึกษาการใช้เปลือกกล้วยหินบดแห้งเสริมในอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตของไก่พื้นเมือง วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ โดยสุ่มแบ่งลูกไก่พื้นเมืองแรกเกิดออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้รับอาหารสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว ส่วนกลุ่มที่ 2, 3, 4, และกลุ่ม 5 ได้รับอาหารสำเร็จรูป และเสริมด้วยเปลือกกล้วยหินบดแห้ง 5, 10, 15 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ในแต่ละสัปดาห์ทำการเก็บข้อมูลน้ำหนักตัว และปริมาณอาหารที่กินของไก่พื้นเมืองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ นำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยวิธี Least Significant Different (LSD) ผลการทดลองพบว่าค่าเฉลี่ย สมรรถภาพการผลิตไก่พื้นเมืองทั้ง 5 กลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) โครงการวิจัยย่อยที่ 4 การพัฒนาชุดการเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้าง และหาคุณภาพของชุดการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพ และ 2) ประเมินชุดการเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มแม่บ้านผู้เชี่ยวชาญการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วยหิน และกลุ่มแม่บ้านหรือแม่ค้าผู้เชี่ยวชาญการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วยชนิดอื่นๆ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 12 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ 1) แบบสำรวจข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนาชุดการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพ 2) ชุดการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพ และ 3) แบบประเมินชุดการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (x? ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1) ข้อมูลในการจัดทำชุดการเรียนรู้ ควรประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ 1.1) ชุดการเรียนรู้ควรมีขนาดเท่ากับกระดาษ A4 1.2) ชนิดอาหารควรมีจำนวน 7-10 ชนิด 1.3) ตัวอักษรในชุดการเรียนรู้ควรใช้แบบอักษร TH SarabunPSK 1.4) ขนาดตัวอักษรในชุดการเรียนรู้ควรใช้ขนาด 18 1.5) อาหารแต่ละชนิดควรมีปริมาณเนื้อหาประมาณ 1 หน้า 1.6) สีของตัวอักษร และกระดาษควรเป็นสีขาวด า ส่วนสีของภาพควรเป็นภาพสีอื่นๆ และ 1.7) รูปภาพประกอบควรใช้ภาพสี และ 2) ผลการประเมินชุดการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหินเพื่อพัฒนาอาชีพมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 และค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.66