กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความครอบคลุม ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ต่อการได้รับวัคซีนของบุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลเอกชน ตามคำแนะนำการให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของกรมควบคุมโรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่าบุคลกรที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ83.7 อายุเฉลี่ย 32.56+10.33 ปีการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 68.4 ระยะเวลาในการปฏิบัติงานในโรงพยาบาล 1-5 ปี ร้อยละ 50.7 ในกลุ่มที่สัมผัสโดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ร้อยละ 42.7กลุ่มไม่สัมผัสโดยตรง จะเป็นปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ประจำในแผนกที่ให้บริการร้อยละ94 ความครอบคลุมการได้รับวัคซีนของบุคลากร ทั้งกลุ่มที่สัมผัสโดยตรงกับไม่สัมผัสโดยตรงอยู่ในระดับต่ำ วัคซีนที่มีการฉีดให้กับบุคลากรมากที่สุด คือวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ร้อยละ 58.9 รองลงมาคือวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ร้อยละ25.9 และกลุ่มที่ฉีดมากที่สุดเป็นกลุ่มสัมผัสโดยตรง คือ พนักงานพยาบาลประจำแผนก ร้อยละ 55.6 รองลงมา เป็นผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ร้อยละ 33.3 ความรู้เกี่ยวกับโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน คำถามที่ตอบถูกมากที่สุด หัวข้อไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสร้อยละ 91.9 ส่วนการรับรู้การได้รับวัคซีน มีความคุ้มค่ามากกว่าการไม่ได้รับวัคซีนร้อยละ 85.2 สรุปผลปัจจัยเอื้อในการตัดสินใจ คือเห็นถึงประโยชน์จากการฉีดวัคซีน มากกว่านโยบายของหน่วยงาน ส่วนปัจจัยเสริมควรมีการรณรงค์ให้บุคลากรได้รับการฉีดวัคซีนทุกปีโดยทั้งกลุ่มเสี่ยงสูงสัมผัสโดยตรงกับเสี่ยงต่ำไม่สัมผัสโดยตรงมีความคิดเห็นเหมือนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในโรงพยาบาลเอกชน ยังต่ำกว่าเป้าหมายมากควรมีการรณรงค์และกระตุ้นเตือนพร้อมทั้งทบทวนนโยบายในภาพของประเทศให้เห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูงที่สัมผัสโดยตรงและเน้นในแต่ละลักษณะงานที่ควรจะฉีดวัคซีนชนิดไหนตามข้อบ่งชี้