Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2565

โครงการนำร่อง: การศึกษาความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหลังการได้รับวัคซีนโควิด-19 ด้วยการฉีดเข้าในผิวหนัง ในอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก และที่ได้รับวัคซีนกระตุ้น (เข็มที่ 3)

สมฤดี ฉัตรสิริเจริญกุล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พ.ศ. 2565

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล เนื่องด้วยพบการระบาดในประเทศไทยในหลายระลอก การนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ในช่วงแรกไม่เพียงพอต่อการกระจายวัคซีนไปยังประชากรทั่วประเทศ การให้วัคซีนด้วยการฉีดเข้าในชั้นผิวหนังจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะใช้วัคซีนในประมาณลดลง ยังเกิดอาการไม่พึงประสงค์ในระบบต่างๆน้อยกว่าการได้รับวัคซีนด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกของประเทศไทยและประเทศต่างๆที่มีปัญหาในการกระจายของวัคซีนวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินอาการไม่พึงประสงค์ และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ด้วยการฉีดเข้าในผิวหนัง ในอาสาสมัครสุขภาพดีที่ได้รับวัคซีนสองเข็มแรก และที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น สำหรับวัคซีนซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า และไฟเซอร์รูปแบบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า โดยดำเนินการเมื่อเดือนกันยายน 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565สถานที่วิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลผู้ร่วมวิจัย อาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 140 คน โดยแบ่งเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 จำนวน 80 คน และผู้ที่เคยได้รับวัคซีนซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า หรือไฟเซอร์ ครบสองเข็ม จำนวน 60 คนวิธีการศึกษา สำหรับอาสาสมัครที่ไม่เคยได้รับวัคซีนโควิด 19 จะได้รับการแบ่งกลุ่มตามชนิดและวิธีการฉีดวัคซีน โดยสองเข็มห่างกัน 4 สัปดาห์ ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ซิโนแวคฉีดเข้าในผิวหนัง 0.1 มิลลิลิตร และ แอสตร้าเซนเนก้าฉีดเข้าในผิวหนัง 0.1 มิลลิลิตร จำนวน 20 คน กลุ่มที่ 2 แอสตร้าเซนเนก้าฉีดเข้าในผิวหนัง 0.1 มิลลิลิตร และแอสตร้าเซนเนก้าฉีดเข้าในผิวหนัง 0.1 มิลลิลิตร จำนวน 20 คน กลุ่มที่ 3 ไฟเซอร์ฉีดเข้าในผิวหนัง 0.05 มิลลิลิตร และไฟเซอร์ฉีดเข้าในผิวหนัง 0.05 มิลลิลิตร จำนวน 20 คน กลุ่มที่ 4 แอสตร้าเซนเนก้าฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 0.5 มิลลิลิตร และแอสตร้าเซนเนก้าฉีดเข้าในผิวหนัง 0.1 มิลลิลิตร จำนวน 10 คน กลุ่มที่ 5 ไฟเซอร์ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 0.3 มิลลิลิตร และไฟเซอร์ฉีดเข้าในผิวหนัง 0.05 มิลลิลิตร จำนวน 10 คน สำหรับอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนสองเข็มแรกแล้วจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดเข้าในผิวหนัง 0.1 มิลลิลิตร หรือไฟเซอร์ฉีดเข้าในผิวหนัง 0.05 มิลลิลิตรวิธีการวัดผลการศึกษา ติดตามอาการไม่พึงประสงค์ด้วยระบบรายงานด้วยตนเองทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกวันใน 7 วันแรกหลังฉีดวัคซีนแต่ละเข็ม และตรวจระดับแอนติบอดีชนิด IgG ต่อ receptor binding domain (RBD) และ 50% plaque reduction neutralization (PRNT50) และ 50% Focus Reduction Neutralization Tests (FRNT50) ต่อสายพันธุ์ Wuhan และสายพันธุ์ต่างๆ ที่ 2 สัปดาห์หลังได้วัคซีนครบ 2 เข็ม หรือได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น สำหรับการตอบสนองของ T-cell จะตรวจโดย ELISPOT อาสาสมัครที่มีผลการตรวจ anti-np หรือ anti-RBD-IgG ที่ก่อนได้รับวัคซีนเข็มแรกเป็นบวก จะไม่นำผลของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันมาวิเคราะห์ผลการศึกษาผลการศึกษา จากอาสาสมัครที่ไม่เคยได้รับวัคซีนจำนวน 67 คน พบว่าทั้งหมดมีอายุเฉลี่ย 34.5 (24.5-44) ปี โดยร้อยละ 48.75 เป็นเพศหญิง อาสาสมัครที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้าในผิวหนังมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทั่วร่างกาย (ร้อยละ 58) น้อยกว่าอาสาสมัครที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ (ร้อยละ 80) กลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer (Intramuscular)/ Pfizer (Intradermal) มีระดับ anti-SARS-CoV-2 RBD IgG สูงที่สุด (geometric mean= 13,427 AU/mL และมีค่าไดเตอร์ต่อสายพันธุ์โอมิครอน (GMT=23.05) รองลงมาคือกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer (Intradermal)/ Pfizer (Intradermal), กลุ่มที่ได้รับวัคซีน Sinovac (Intradermal)/ AstraZeneca (Intradermal), กลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca (Intramuscular)/ AstraZeneca (Intradermal) และกลุ่มที่ได้รับ AstraZeneca (Intradermal)/ AstraZeneca (Intradermal) ตามลำดับ สำหรับอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้ว และมารับวัคซีนกระตุ้น (เข็มที่ 3) จำนวน 58 คน พบว่ามีอายุเฉลี่ยน 43 (35-48) ปี โดยร้อยละ 64.24 เป็นเพศหญิง ค่า geometric mean ratios (GRM) ระหว่างก่อนและหลังได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าหรือไฟเซอร์ ซึ่งในอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้วสองเข็ม พบว่ามีค่า 33.83 และ 24.89 ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ได้รับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นสองเข็มแรก มีค่า GMR เท่ากับ 7.90 และ 1.29 ตามลำดับ และกลุ่มที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์เป็นสองเข็มแรก มีค่า GMR เท่ากับ 2.40 และ 0.97 ตามลำดับ ทั้งนี้พบว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนสองเข็มแรกเป็นวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าหรือไฟเซอร์ แล้วได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วยการฉีดเข้าในผิวหนังเป็นวัคซีนของไฟเซอร์ มีค่าไตเตอร์ต่อสายพันธุ์โอมิครอน และเดลต้า สูงกว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า แต่อย่างไรก็ตามสำหรับอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนสองเข็มแรกเป็นวัคซีนซิโนแวคแล้วได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วยการฉีดเข้าในผิวหนังเป็นวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามีค่าไตเตอร์ต่อสายพันธุ์โอมิครอน และเดลต้า สูงกว่าวัคซีนไฟเซอร์บทสรุป การได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ด้วยการฉีดเข้าในผิวหนัง พบอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่างกายน้อยกว่าการฉีดเข้าในกล้ามเนื้อ และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายและในระดับเซลล์ได้ ซึ่งการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีนของไฟเซอร์ด้วยการฉีดเข้าในผิวหนังทั้งในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น มีการตอบสนองที่ดีกว่าการได้รับวัคซีนซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้าด้วยการฉีดเข้าในผิวหนัง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหลังการได้รับวัคซีนโควิด-๑๙ ต่างชนิดกันในชุดแรก

สุวิมล นิยมในธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

การยอมรับวัคซีนโควิด 19 ของกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย

นิรชร ชูติพัฒนะ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

ประสิทธิผลของวัคซีนChAdOx1/AZD1222 ในการป้องกันการติดเชื้อ SAR-CoV-2 และลดการป่วยที่มีอาการรุนแรงในผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูง ชาวไทยในกรุงเทพมหานคร

ณิษา ไปรยายุตากุล กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2564

วัคซีนป้องกันวัณโรค: ความสำคัญและแนวทางการศึกษาวัคซีนป้องกันวัณโรคในประเทศไทย

นิธินันท์ มหาวรรณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2562

ภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนคอตีบกระตุ้นในผู้ใหญ่ ในประชาชนไทย

พงศธร พอกเพิ่มดี พ.ศ. 2557

ผลสำเร็จการขับเคลื่อนงานรณรงค์วัคซีนหัด ผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนราธิวาส ปี 2560

บงกช เชี่ยวชาญยนต์ พ.ศ. 2562

การหาปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการเลือกวัคซีนใหม่ในประเทศไทยโดยวิธี best-worst scaling

ศรีเพ็ญ ตันติเวสส กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2561

ผลการป้องกันฟันผุเปรียบเทียบระหว่างการให้ทันตสุขศึกษาโดยกำหนดเป็นช่วงเวลา ติดตามต่อเนื่องกับการให้ตามรอบการรับวัคซีน: การศึกษาโคฮอร์ธย้อนหลัง ในเด็กก่อนวัยเรียน จังหวัดน่าน ประเทศไทย

ชนพงษ์ โรจนวรฤทธิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2560

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการพัฒนาคลังวัคซีนสำหรับตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค

อภิชัย พจน์เลิศอรุณ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562

Setting priorities for introducing new vaccines into the national immunization program; a systematic review

อาทร ริ้วไพบูลย์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2559