Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การศึกษาความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหลังการได้รับวัคซีนโควิด-๑๙ ต่างชนิดกันในชุดแรก

สุวิมล นิยมในธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล: เนื่องจากวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ทั่วโลกมีจำกัด ส่งผลให้ประชากรในประเทศที่มีรายได้ต่ำมีสิทธิ์ได้รับวัคซีนครบมีจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 10 ของประชากรในประเทศ ดังนั้นการให้วัคซีนต่างชนิดกัน หรือสูตรไขว้จะช่วยบรรเทาปัญหาจากจัดหาวัคซีน และช่วยเพิ่มทางเลือกในการให้วัคซีนในสถานการณ์เช่นนี้ กระบวนการวิจัย: การศึกษานี้ดำเนินการในอาสาสมัครสุขภาพดีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 390 คน และสุ่มให้ได้รับวัคซีน 7 กลุ่ม ได้แก่ Sinovac-AstraZeneca, Sinovac-Pfizer, AstraZeneca-Sinovac, AstraZeneca-Pfizer, Pfizer-Sinovac, Pfizer-AstraZeneca or Pfizer-Pfizer โดยติดตามอาการไม่พึงประสงค์ด้วยระบบรายงานด้วยตนเองทางอิเลกทรอนิกส์ ทุกวันใน 7 วันแรกหลังฉีดวัคซีนแต่ละเข็ม และตรวจระดับแอนติบอดีชนิด IgG ต่อ receptor binding domain (RBD) และ 50% plaque reduction neutralization (PRNT50) และ pseudotype-based neutralization assays (PVNT50) ต่อสายพันธุ์ต่างๆ สำหรับการตอบสนองของ T-cell จะตรวจโดย IGRA อาสาสมัครที่มีผลการตรวจ anti-RBD-IgG ที่ก่อนได้รับวัคซีนเข็มแรกเป็นบวก จะไม่นำผลของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันมาวิเคราะห์ผลการศึกษา ผลการวิจัย: จากอาสาสมัคร 390 คน พบว่าผู้ป่วยทั้งหมดมีอายุเฉลี่ย 38 (30-45) ปี ซึ่งร้อยละ 50.26 เป็นเพศชาย หลังได้รับวัคซีนครบสองเข็มมีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับเล็กน้อย และปานกลาง โดยไม่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับรุนแรงในทุกกลุ่มชนิดวัคซีน มีรายงานเหตุการณ์ข้างเคียงตามระบบมากที่สุดในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Sinovac-AstraZeneca (ร้อยละ 88.40) และมีรายงานเหตุการณ์ข้างเคียงเฉพาะบริเวณที่ฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้ใกล้เคียงกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่สอง (ร้อยละ 84-93) ทั้งนี้ในมีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Sinovac เป็นเข็มที่สองน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีรายงานเหตุการณ์ข้างเคียงเฉพาะบริเวณที่ฉีดวัคซีน (ร้อยละ 45-56) และเหตุการณ์ข้างเคียงตามระบบ (ร้อยละ 45-71) ผลตรวจระดับแอนติบอดีที่ 2 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนเข็มที่สอง พบว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่สองมีระดับแอนติบอดีสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับวัคซีน Sinovac-Pfizer (2,182.00 BAU/mL, 95%CI 1,558.00 - 3,055.00) และ AstraZeneca-Pfizer (2,260.00 BAU/mL, 95%CI 1,822.00 - 2,803.00) ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้มีระดับแอนติบอดีใกล้เคียงกับกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer ทั้งสองเข็ม (2,249.00 BAU/mL, 95%CI 1,691.00 - 2,990.00) ทั้งนี้สอดคล้องกับผลการตรวจ PRNT50 ต่อสายพันธุ์ Delta และ Beta โดยพบว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่สองมีค่าไตเตอร์ของ PRNT50 สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca และ Sinovac เป็นเข็มที่สอง ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับวัคซีน Sinovac-Pfizer และ AstraZeneca-Pfizer ซึ่งกลุ่มนี้มีค่าไตเตอร์ของ PRNT50 ใกล้เคียงกับกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer ทั้งสองเข็ม เนื่องจากไม่สามารถจัดหาไวรัสเชื้อเป็นของสายพันธุ์ Omicron ได้จึงดำเนินการตรวจด้วยวิธี pseudovirus based neutralization assay (PVNT) โดยตรวจ PVNT50 ต่อสายพันธุ์ Omicron และ Delta ซึ่งพบว่าที่ 2 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนเข็มที่สอง มีค่า GMT ต่อสายพันธุ์ Omicron ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนต่างกัน โดยวัคซีนเข็มที่สองเป็น Pfizer, AstraZeneca และ Sinovac เท่ากับ 10.92-21.99, 1.03-1.90 และ 0.28-1.01 ตามลำดับ โดยกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer ทั้งสองเข็มมีค่า GMT เท่ากับ 4.81 จากผลการตรวจ IGRA ที่ 2 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนเข็มที่สอง พบว่ามีอาสาสมัครที่มีผล IGRA เป็นบวกมากที่สุดในกลุ่มที่ได้รับวึคซีนเข็มที่สองเป็น Pfizer โดยพบมากกว่าร้อยละ 80 (รวมกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer ทั้งสองเข็ม) รองมาคือกลุ่มได้รับวัคซีนเข็มสองเป็น AstraZeneca (ร้อยละ 66-73) และ Sinovac (ร้อยละ 55-59) สรุปผล: กลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่สองสามารถระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายและในระดับเซลล์ได้สูงที่สุดต่อทั้งสายพันธุ์ Beta และ Delta รองลงมาคือ AstraZeneca และ Sinovac แต่อย่างไรก็ตามทุกกลุ่มวัคซีนยังมีระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ Omicron ต่ำ ข้อมูลการวิจัยนี้พบว่าการให้วัคซีนต่างชนิดกันโดยให้วัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่สองสามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้สูงที่สุด แต่ในสถานการณ์การขาดแคลนวัคซีนชนิด mRNA การสามารถประยุกต์ให้วัคซีน Sinovac ตามด้วย AstraZeneca ได้ คำสำคัญ: โควิด 19, วัคซีนต่างชนิดกันในชุดแรก, ความปลอดภัย และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน

คำสำคัญ

SafetyCOVID-19ความปลอดภัยvaccineวัคซีนโควิด-19การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันheterologous prime-boost primary seriesimmunological responseการได้รับวัคซีนโควิด-19ต่างชนิดกันในชุดแรก

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

โครงการนำร่อง: การศึกษาความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหลังการได้รับวัคซีนโควิด-19 ด้วยการฉีดเข้าในผิวหนัง ในอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก และที่ได้รับวัคซีนกระตุ้น (เข็มที่ 3)

สมฤดี ฉัตรสิริเจริญกุล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พ.ศ. 2565

การยอมรับวัคซีนโควิด 19 ของกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย

นิรชร ชูติพัฒนะ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

ระดับแอนติบอดีต่อการติดเชื้อโควิด-19 โดยธรรมชาติกับการได้รับวัคซีนต้านเชื้อโควิด-19 ในประชากรผู้ใหญ่

จิดาภา เซคเคย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2566

สำรวจความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานและวัคซีนในนักเรียน พ.ศ. 2551

นางสาวพญ.ปิยนิตย์ ธรรมาภรณ์พิลาศ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2551

ประสิทธิผลของวัคซีนChAdOx1/AZD1222 ในการป้องกันการติดเชื้อ SAR-CoV-2 และลดการป่วยที่มีอาการรุนแรงในผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูง ชาวไทยในกรุงเทพมหานคร

ณิษา ไปรยายุตากุล กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2564

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการพัฒนาคลังวัคซีนสำหรับตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค

อภิชัย พจน์เลิศอรุณ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562

โครงการสำรวจความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานและวัคซีนในนักเรียน พ.ศ. 2556

เผด็จศักดิ์ ชอบธรรม กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2556

การศึกษาประสิทธิผลและความคุ้มค่าของวัคซีนไวรัสโรต้าในจังหวัดนำร่อง(เพชรบูรณ์และสุโขทัย)

ปิยนิตย์ ธรรมาภรณ์พิลาศ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2557

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความครอบคุลมของการได้รับวัคซีนโรคหัด ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ในอำเภอสุไหงโกลก

เกษมสันต์ วนวนากร พ.ศ. 2562

การศึกษาประสิทธิผลและความคุ้มค่าของวัคซีนไวรัสโรต้าในจังหวัดนำร่อง(เพชรบูรณ์และสุโขทัย)

พญ.ปิยนิตย์ ธรรมาภรณ์พิลาศ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2558