การประเมินการปฏิบัติตนของประชาชนในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ภูมิหลังและเหตุผล การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ที่ระบาดมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 และเริ่มระบาดระลอกที่สามในช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 ทำให้มีการออกนโยบายป้องกันเชิงสังคมและพฤติกรรม รวมทั้งการจัดหาและกระจายวัคซีนป้องกันโควิด 19 ให้ได้อย่างทั่วถึง งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพฤติกรรมป้องกันตนเองของประชาชน และความเห็นต่อมาตรการป้องกันเชิงสังคมรวมถึงการรับวัคซีนป้องกันโควิด 19 เพื่อนำไปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ระเบียบวิธีศึกษา ใช้แบบสอบถามออนไลน์ (online questionnaire) ของ Google Forms โดยปรับปรุงคำถามใหม่ประมาณทุกสองสัปดาห์ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 15 สิงหาคม 2564 รวมทั้งหมด 12 ชุดคำถาม และคัดเลือกกลุ่มประชากรด้วยวิธีการสุ่มตามความสะดวก (convenient sampling) โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของอาสาสมัครหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนตอบแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมทางสถิติ STATAผลการศึกษา มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 422,479 คน เป็นเพศหญิง 79.4% อายุเฉลี่ย 46 ปี ระดับการศึกษา มัธยม/ปวช.หรือต่ำกว่าประมาณ 80% โดย 38% ประกอบอาชีพเกษตรกร และมีการกระจายตัวของผู้ตอบแบบสอบถามในทุกเขตสุขภาพ พบว่าประชาชนสามารถใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้ามากที่สุดและงดการสัมผัสใบหน้า จมูก ตา และปากได้น้อยที่สุด ภาพรวมของพฤติกรรมการป้องกันตนเองยังอยู่ในระดับสูงถึง 91.1% ในรอบการสำรวจ 1-15 สิงหาคม 2564 ความต้องการรับวัคซีนพบว่ากลุ่มอายุ 15-59 ปี มีความต้องการรับวัคซีนมากกว่ากลุ่มอายุเกิน 60 ปี ที่ 73.0% และ 61.0% ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่อาจส่งผลกับความต้องการฉีดวัคซีนพบว่า การประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด 19 ของตนเองในระดับสูง (ผู้ที่ประเมินระดับคะแนนว่าตนเองมีระดับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ที่ 4-5 คะแนน) มีความต้องการฉีดวัคซีนมากกว่าคนที่ประเมินความเสี่ยงในระดับต่ำ Adjusted OR 3.45 (95% CI 3.38-3.53, p value < 0.001) สำหรับการแพร่ระบาดของข้อมูลอันเป็นเท็จพบว่าประชาชนยังมีความเข้าใจผิดเรื่องกระบวนการจัดสรรวัคซีนมากที่สุด และบางส่วนยังเข้าใจผิดเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (70%) ให้ความเห็นว่าข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจสรุปผลการศึกษา ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีประพฤติกรรมในการป้องกันตนเองที่สูงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์การติดเชื้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูงและมีความต้องการรับวัคซีนพบว่าประชาชนต้องการรับวัคซีนแม้จะได้รับอิทธิพลจากสื่อในระดับหนึ่ง แต่ปัจจัยหลักคือการประเมินระดับความเสี่ยงของตนเอง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาดของข้อมูลและสร้างการรับรู้เรื่องวัคซีนที่ถูกต้องควบคู่กับการดำเนินการมาตรการทางสังคมอื่นอย่างต่อเนื่อง