กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อตรวจลอบความเป็นพิษธกากาสกัดจากพียนไพร ในเขตบำชุมชนโนนใหญ่ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ ต่อเซลล์มะเร็งดับ (HepG2) มะเร็งเม็ดเลือด ขาว (Jurkat) และมะเร็งเต้านม (MCF-7) ใบเขื่องน้อย (SL) หัวใจทศกัณฐ์ (HK) และหางไหล (DE) ถูก เก็บและนำมาสกัดด้วยน้ำเพื่อให้ได้สารสกัดจากใบ SL (SLE) สารสกัดจากใบ HK (HKE) และสาร สกัดจากใบ DE (DEE) ตามลำดับ ดังนั้นสารสกัดหยาบเหล่านี้จะถูกนำมาค้นหาปริมาณรวมของสาร กลุ่มฟืนอลิก (TPC) ฟลาโวนอย์ (TFC) ฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระทั้งด้วยวิธี FRAP และ DPPH รวมถึงการ ทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งด้วย ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า DEE มีทั้ง TPC (303.06 mgGAE/g), TFC (157.21 mgCAE/g) และฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระทั้งวิธี FRAP (354.84 mgTREA/g) และ DPPH (ICso = 215.98 pg/mL) ดีกว่า SLE และ HKE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ DEE ยังก่อให้เกิด ความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็ง HepG2, Jurkot และ MCF-7 ได้มากกว่า SLE และ HKE นอกเหนือไปจากนี้ยังพบว่า DEE ก่อให้เกิดความเป็นพิษในเซลล์มะเร็ง Jurkot (ICan = 198.09 pg/ml.) ได้มากว่าเซลล์มะเร็ง MCF-7 (ICo = 424.23 pg/ml)) และ HepG2 (ICso = 761.23 g/mL) ตามลำดับ การศึกษาครั้งนี้จึงบ่งบอกว่า DEE แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งทั้ง 3 ชนิด ได้ดีที่สุด ดังนั้นเป็นไปได้ว่าในธนาคตอาจะถูกนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคมะเร็งได้