ความพร้อมของบุคคลากรทางการแพทย์ ในการเลิกใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอท กรณียกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอทตามอนุสัญญาด้านการจัดการสารปรอท
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาความพร้อมของ บุคคลากรทางการแมการ ใช้เครื่องวัดความดันโลหิตชนิดอื่น ในการวัดความดันโลหิต กรณียกเลิกการใช้งานเครื่องวัดความดัน โลหิตแบบปรอท ๒) เพื่อศึกษาความต้องการ ในการใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตแบปรอท ที่มีผล ต่อการวัดความดันโลหิตผู้ป่วยและการรับรู้หรือสามารถทราบถึงอาการเจ็บป่วยหรือไม่ กรณียกเลิก การใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอท กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เลือกตัวแทนที่เป็น บุคคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะพยาบาล ที่ใช้เครื่องวัดความดันโลหิตในการตรวจวัดความดันโลหิต ผู้ป่วย จากหน่วยงานภายในโรงพยาบาล เช่น หน่วยงานผู้ป่วยนอก, หน่วยงานผู้ป่วยใน, หน่วยงานห้อง ฉุกเฉินและหน่วยงานอื่นๆในโรงพยาบาล ไม่น้อยกว่าโรงพยาบาลละ ๕ คน จำนวน ๗๖ โรงพยาบาล รวมจำนวน ๔๓๒ คน เครื่องมือที่ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามความพร้อมของบุคคลากร ทางการแพทย์ ในการเลิกใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอท กรณียกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี สารปรอทตามอนุสัญญาด้านการจัดการสารปรอท ผลการวิจัยพบว่า ๑) ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามในภาพรวม พบว่า มี อายุ ๔๐-๔๙ ปี จบการศึกษาปริญญาตรี ปฏิบัติงานในตำแหน่งพยาบาล ประสบการณ์การทำงาน มากกว่า ๑๐ ปี เครื่องวัดความดันโลหิตที่ใช้ในการปฏิบัติงานปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้เครื่องวัดความดัน โลหิตแบบอัตโนมัติ ความต้องการในใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตในการปฏิบัติงานส่วนใหญ่ต้องการ ใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ, ๒) ผลจากการศึกษาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องวัดความ ดันโลหิตในโรงพยาบาลและการใช้งานในภาพรวม พบว่า ขนาดของหน่วยงานเป็นโรงพยาบาบาลชุมชน มีเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอทที่ใช้ในหน่วยงาน ๑-๕ เครื่อง เครื่องวัดความดันโลหิตแบบ อัตโนมัติที่ใช้ในหน่วยงาน ๑-๕ เครื่อง และไม่มีเครื่องวัดความดันโลหิตแบบเข็มใช้ในหน่วยงาน ด้าน การจัดซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตส่วนใหญ่จะเลือกเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ โรงพยาบาล มีแนวทางในการจัดการปรอทกรณีเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอทชำรุดและมีปรอทไหลออกมา ภายนอกเครื่อง บุคคลากรทางการแพทย์ไม่ทราบเรื่องมาตรการเลิกใช้งานผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอท ตามอนุสัญญาด้านการจัดการสารปรอทตามโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาชาติ การใช้เครื่องวัด ความดันโลหิตแบบอัตโนมัติวัดความดันผู้ป่วยหากพบว่าค่าความดันโลหิตผิดปกติ จะใช้เครื่องวัด ความดันโลหิตแบบปรอทวัดซ้ำ และหากมีการยกเลิกการใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอทจะ ส่งผลกระทบต่อการรับรู้หรือสามารถทราบถึงการเจ็บป่วย, ๓) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ ในการเลิกใช้งานเครื่องวัดความโลหิตแบปรอท ในภาพรวม พบว่า ผลการประเมินระดับความพร้อมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า พร้อมใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ มีความพร้อมอยู่ในระดับมาก ความพร้อมที่จะ ยังคงต้องใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบปรอทอยู่ในระดับปานกลางและการใช้งานเครื่องวัดความดัน โลหิตแบบต่างๆ มีความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเครื่องวัดความตันโลหิตแบบเข็มมีความ พร้อมใช้อยู่ในระดับน้อย, ๔) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของความพร้อมของ บุคลากรทางการแพทย์ ในการเลิกใช้งานเครื่องวัดความโลหิตแบปรอท กรณียกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีสารปรอทตามอนุสัญญาด้านการจัดการสารปรอทกับข้อมูลทั่วไป จากการศึกษา โดยการวิเคราะห์ โดยใช้สถิติการทดสอบ t-test และ f-test ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ พบว่า ประสบการณ์ ทำงานแตกต่างกันส่งผลให้ความพร้อมทุกด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ส่วนปัจจัยอื่นแตกต่างกันส่งผลให้ความพร้อมทุกด้านแตกต่างกัน และ ๕) ผลการเปรียบเทียบความ แตกต่างของค่าเฉลี่ยของความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ ในการเลิกใช้งานเครื่องวัดความ โลหิตแบบปรอท กรณียกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอทตามอนุสัญญาด้านการจัดการสารปรอท กับส่วนข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องวัดความดันโลหิตในโรงพยาบาลและการใช้งาน จากการศึกษา โดย การวิเคราะห์โดยใช้สถิติการทดสอบ t-test ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ พบว่า ส่วนข้อมูล ทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องวัดความดันโลหิตในโรงพยาบาลและการใช้งานแตกต่างกันส่งผลให้ความพร้อม ทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕