รูปแบบการแสดงออกของไซโตคายน์และการดื้อต่อยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
มะเร็งรังไข่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตจากผู้ป่วยมะเร็งทางระบบสืบพันธุ์ทั่วโลก ถึงแม้ว่าจะมีการใช้ยาเคมีบำบัดชนิดแพลตตินัมในการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ที่มีประสิทธิภาพดีก็ตาม การกลับมาของโรคมะเร็งรังไข่ก็ยังคงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดถือเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีในการพยากรณ์ของโรคมะเร็งรังไข่ ดังนั้นทางผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไซโตคายน์ชนิด IL-6 และ IL-8 และโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมดีเอ็นเอ ได้แก่ ERCC1 กับการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดในเซลล์มะเร็งรังไข่ทั้งสองชนิดรวมทั้งเซลล์มะเร็งรังไข่ที่แยกได้จากผู้ป่วยด้วย จากผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ทั้งหมด 15 ราย สามารถนำมาแยกเป็นเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ 8 ราย คิดเป็น 54% จากนั้นเซลล์มะเร็งรังไข่จะถูกบ่มร่วมกับยาเคมีบำบัดจะถูกนำมาศึกษาการกลั่งของไซโตคายน์ชนิด IL-6 และ IL-8 และการแสดงออกของ ERCC1 โดยวิธี ELISA และ western blot ตามลำดับนอกจากนั้นยังได้ศึกษาความเป็นพิษของยาเคมีบำบัดในเซลล์มะเร็งรังไข่หลังจากได้บ่มร่วมกับแอนติบอดีต่อ IL-6 อีกด้วย จากการทดลองได้ข้อสรุปว่า การบ่มเซลล์มะเร็งรังไข่ร่วมกับยาเคมีบำบัด จะส่งผลให้มีการหลั่งของไซโตคายน์ชนิด IL-6 และ IL-8 เพิ่มมากขึ้นในขณะที่เมื่อบ่มยาเคมีบำบัดและแอนติบอดีต่อไซโตคายน์ชนิด IL-6 และ IL-8 ร่วมกับเซลล์มะเร็งรังไข่จะทำให้เพิ่มความไวของยาในเซลล์มะเร็งรังไข่ได้มากขึ้น สำหรับ ERCC1 ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมดีเอ็นเอจะไม่พบการแสดงออกในเซลล์มะเร็งที่แยกได้จากผู้ป่วยและเซลล์มะเร็ง สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหารจะทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความไวต่อยาเคมีบำบัดของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารและระดับของไซโตคายน์ชนิด IL-6 และ IL-8 โดยผลการทดสอบความเป็นพิษของยาเคมีบำบดชนิด Cisplatin, Oxaliplatin, 5-Fluorouracil และ Irinotecan จะทดสอบโดยวิธี MTT จากนั้นจะทำการทดสอบระดับของไซโตคายน์ชนิด IL-6 และ IL-8 จากเซลล์มะเร็งผู้ป่วยที่แยกได้จากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 จนถึง สิงหาคม 2559 ผลการทดลองพบว่าในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความไวต่อยาเคมีบำบัดที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล และพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความสัมพันธ์ของระดับไซโตคายน์และความไวต่อยาเคมีบำบัดในเซลล์มะเร็งที่แยกได้จากผู้ป่วย ที่น่าสนใจก็คือความไวต่อยาเคมีบำบัดของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารที่แยกได้จากผู้ป่วยจะพบระดับไซโตคายน์เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดเมื่อเทียบกับก่อนได้รับยา ผลการทดลองความไวต่อยานี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเลือกใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร