ประสิทธิภาพของสารสกัดฝักบัวหลวงในการต้านภาวะเครียดออกซิเดชัน และลดภาวะเหล็กเกินในผู้ป่วยและหนูทดลองธาลัสซีเมียชนิดบีต้า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ภาวะเหล็กเกินในผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดเบต้าที่ได้รับการเติมเลือดเป็นประจำ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ พบธาตุเหล็กในกระแสเลือดในรูปที่ไม่จับกับโปรตีนทรานเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron: NTBI) ปริมาณสูง และเข้าไปสะสมในเซลล์ตับ ม้าม และหัวใจ ทำให้เกิดพยาธิสภาพต่างๆตามมา บัวหลวงเป็นพืชที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดอุบลราชธานี พบสารสำคัญในกลุ่มโพลิฟีนอล และฟลาโวนอยด์ เช่น คะเทชิน เคอร์ซีคะเตชินในฝักบัวหลวง ปัจจุบันพืชสมุนไพรเป็นที่สนใจในทางการแพทย์เป็นอย่างมาก ซึ่งต้องมีคุณสมบัติทั้งจับหรือตรึงธาตุเหล็กและต้านอนุมูลอิระได้ วัตถุประสงค์ในการทำวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาคุณสมบัติสัมฤทธิผลของสารสกัดฝักบัวในการช่วยลดภาวะออกซิเดทีฟสเตรสและพลาสมา NTBI ในหนูธาลัสซีเมียชนิดบีต้าที่มีภาวะเหล็กเกิน ทำการสกัดสารสำคัญจากฝักบัวหลวงด้วยสารละลายเอทานอลเข้มข้น 80% (v/v) จากนั้นนำสารสกัดมาหาสารประกอบที่สำคัญโดยเทคนิค HPLC ทดสอบฤทธิ์ต้านการแตกของเม็ดเลือดแดงโดยวิธี AAPH ความสามารถในการลดธาตุเหล็กในรูป NTBI ในพลาสมาของผู้ป่วยธาลัสซีเมียในหลอดทดลองโดยวิธี NTA chelation-HPLC technique ศึกษาศักยภาพของสารสกัดฝักบัวในการลดภาวะออกซิเดทีฟสเตรส และเหล็กเกินในหนูธาลัสซีเมียชนิดบีต้า ซึ่งเหนี่ยวนำให้หนูธาลัสซีเมียชนิดบีต้าเกิดภาวะเหล็กเกินโดยให้กินอาหารที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ (0.2% ferrocence) จากนั้นแบ่งกลุ่มหนูที่กินอาหารเหล็กเป็น 4 กลุ่มๆละ 12 ตัว ดังนี้ กลุ่มที่ 1 กินอาหารเหล็กร่วมกับป้อนด้วยน้ำปราศจากไอออน (Fe+DI) กลุ่มที่ 2 กินอาหารเหล็กร่วมกับป้อนด้วยยาขับเหล็กดีเฟอร์ริโพรน 50 mg/kg bw (Fe+DFP) กลุ่มที่ 3 กินอาหารเหล็กร่วมกับป้อนด้วยสารสกัดฝักบัว 50 mg/kg bw (Fe+50 SPE) กลุ่มที่ 4 กินอาหารเหล็กร่วมกับป้อนด้วยสารสกัดฝักบัว 100 mg/kg bw (Fe + 100 SPE) และกลุ่มที่ 5 ให้หนูกินอาหารธรรมดาเป็นกลุ่มควบคุมปกติ (normal control) เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทำการเก็บเลือดที่หางหนูทุกๆ 0 45 90 135 และ 180 วัน ของการทำทดลอง เพื่อนำไปวัดตัวชี้วัดทางชีวเคมีต่างๆ เช่น ปริมาณฮีโมโกลบินโดยเทคนิคสเปคโตรโฟโตเมทรี ตรวจวัด plasma NTBI โดย NTA chelation-HPLC technique หาปริมาณ red cell non-heme iron โดย ferrozine assay หาปริมาณ plasma MDA และ liver MDA โดย TBAR และหาปริมาณเหล็กในเนื้อเยื่อหัวใจ ตับ ม้าม โดย ferrozine assay ผลการทดลองพบว่าสารสกัดจากฝักบัวมี catechin สูงที่สุด สามารถลดปริมาณ NTBI ในพลาสมาผู้ป่วยธาลัสซีเมียในหลอดทดลองได้ และต้านการแตกของเม็ดเลือดแดงได้ดี นอกจากนี้สารสกัดฝักบัวยังสามารถลดปริมาณธาตุเหล็กที่อยู่ในพลาสมารูป NTBI ลดปริมาณเหล็กในเนื้อเยื่อตับ หัวใจ ม้าม red cell non- heme iron และต้านการเกิด lipid peroxidation ในหนูบีต้าธาลัสซีเมียที่มีภาวะเหล็กเกินได้ การที่หนูได้รับอาหารเหล็ก หรือรับอาหารเหล็กพร้อมกับรับสารสกัดฝักบัว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะรูปร่างของเซลล์ตับ ม้าม และหัวใจ และพบเหล็กสะสมในเนื้อเยื่อเหล่านี้ในหนูที่ได้รับอาหารเหล็ก การวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ในการลดภาวะเหล็กเกิน ลดอนุมูลอิสระ และเพิ่มคุณภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยธาลัสซีเมียในอนาคตได้ คำสำคัญ: สารสกัดฝักบัวหลวง ภาวะเครียดออกซิเดชัน ธาลัสซีเมียชนิดบีต้า ภาวะเหล็กเกิน สารจับเหล็ก