Joint Research Program : การศึกษาหน้าที่การทำงานของหน่วยพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อวัณโรคในประชากรไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทนำ วัณโรคเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน การเก็บตัวอย่างเสมหะที่ไม่ได้คุณภาพทำให้ผลการย้อมเชื้อในเสมหะและผลการเพาะเชื้อยืนยันเป็นลบ ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจให้การรักษาไปก่อนแล้วติดตามอาการภายหลัง ทำให้ผู้ป่วยหลายรายที่เป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่วัณโรคแต่มีอาการใกล้เคียงกัน ต้องได้รับการรักษาที่ไม่จำเป็น จากรายงานการศึกษาทางพันธุกรรมของคณะผู้วิจัยที่ได้ตีพิมพ์ไปแล้ว[1] พบว่า ยีน SLC24A5 และ โลคัส (locus) ใกล้เคียงกับยีน MAFB อาจเกี่ยวพันกับการติดเชื้อวัณโรค ในงานวิจัยชิ้นถัดมาพบว่า การวัดระดับการแสดงออกของยีนเป้าหมาย (gene expression level) จำนวน 7 ยีน โดยเทคนิค Real-time PCR สามารถใช้จำแนกผู้ป่วยวัณโรคเฉียบพลันออกจากอาสาสมัครสุขภาพดี โดยมีความไวร้อยละ 82.5 และ ความจำเพาะร้อยละ 100[2] วิธีการดำเนินการวิจัย เก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นวัณโรคจำนวนทั้งสิ้น 80 รายจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 48.08 ปี และร้อยละ 95.51 ของกลุ่มผู้ป่วยมีผลย้อมสีเสมหะเป็นลบ และร้อยละ 70.95 มีผลเพาะเชื้อยืนยันเป็นลบ นำตัวอย่างเลือดทั้งหมดนำมาสกัดสารพันธุกรรมชนิดอาร์เอ็นเอ แล้วทำการวัดระดับการแสดงออกของยีนเป้าหมายจำนวน 9 ยีนโดยใช้เทคนิค Multiplex real-time PCR วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติ ANOVA ผลการดำเนินการ หลังจากติดตามผลการรักษาของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยวัณโรคทั้ง 80 ราย มีผู้ป่วย 11 รายที่เปลี่ยนการรักษาหลังได้รับยาต้านวัณโรคไปแล้วสองเดือน เนื่องจากไม่ตอบสนองต่อการรักษา แพทย์จึงเปลี่ยนการวินิจฉัยไปเป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่วัณโรค (Change Diagnosis) คณะผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลระดับการแสดงออกของยีน โดยแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ป่วยวัณโรคเสมหะลบเพาะเชื้อบวก 2) กลุ่มวัณโรคเสมหะลบเพาะเชื้อลบ 3) กลุ่มที่ไม่ได้ป่วยเป็นวัณโรค (เปลี่ยนการรักษา) พบว่าจากยีนทั้งหมดจำนวน 9 ยีนที่ทำการศึกษา มี 7 ยีนที่ระดับการแสดงออกของยีนในเลือดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่ 1 และกลุ่มตัวอย่างที่ 3 กลุ่มได้แก่ ยีน FCGR1A (p=0.00098) ยีน FCGR1B variant 1 (p=0.014) ยีน FCGR1B variant 2 (p=0.0084) ยีน APOL1 (p=0.014) ยีน GBP5 (p=0.000078) ยีน KCNJ15 (p=0.019) และยีน STAT1 (p=0.027) ในขณะที่อีกสองยีน ได้แก่ยีน MAFB และ ยีน KAZN มีระดับการแสดงออกของยีนระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (p = 0.138 และ 0.754 ตามลำดับ) นอกจากนั้นยังพบว่าระดับการแสดงออกของยีนในเลือด ทั้ง 7 ยีนที่กล่าวมายังแตกต่างกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่ 1 และกลุ่มตัวอย่างที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคที่อาจมีอาการของวัณโรคแตกต่างกันเนื่องจากมีผลเพาะเชื้อต่างกัน และยังพบว่าระดับการแสดงออกของยีนในเลือดในกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคเสมหะลบทั้งหมด มีระดับเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาในการรักษา ซึ่งอาจบ่งบอกว่าสามารถใช้การตรวจวัดระดับการแสดงออกของยีนในเลือดในการติดตามผลการรักษาวัณโรคได้ สรุปและวิจารณ์ จากผลการศึกษา พบว่าสามารถใช้ผลการวัดระดับการแสดงออกของยีนในเลือดในการจำแนกกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคออกจากกลุ่มผู้ป่วยอื่นๆที่มีอาการคล้ายวัณโรคได้ และสามารถจำแนกได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งวิธีการตรวจวัดระดับการแสดงออกของยีนที่คิดค้นขึ้นนี้อาจจะนำไปใช้คู่กับวิธีตรวจดั้งเดิมเพื่อให้การตรวจวัณโรคมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสี่ยงใช้ยาโดยไม่จำเป็น