การประเมินพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์และการเข้าถึงบริการสุขภาพในกลุ่มชาวเขา ภาคเหนือของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยจากแผนงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการวิจัยสองโครงการ คือ 1) โครงการศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนชาวเขา 2) การประเมินระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพและคุณภาพชีวิตในกลุ่มผู้ติกเชื้อเอดส์ชาวเขา โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการทดสอบคุณภาพ ตัวอย่างเลือดปริมาณ 5 มิลลิลิตรและการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล กลุ่มเป้าหมายโครงการย่อยที่ 1 คือ กลุ่มเยาวชน 6 ชนชาติพันธุ์หลักในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อาข่า ลาหู่ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง และลีซอ ส่วนกลุ่มเป้าหมายโครงการย่อยที่ 2 คือ ผู้ป่วยโรคเอดส์ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานที่ค่าความผิดพลาดที่ยอมรับได้ 0.05 และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ผลการวิจัยโครงการย่อยที่ 1 พบว่าจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 1,325 คน พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 60.5) อายุตั้งแต่ 15-17 ปี (ร้อยละ 58.9) กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษา (ร้อยละ 72.5) ส่วนร้อยละ14.5 มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ ร้อยละ 22.4 ดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 14.2 มีรอยสัก และร้อยละ 61.4 ได้มีการเจาะหู ในส่วนผลการศึกษาพฤติกรรมทางเพศพบว่า ร้อยละ 30.3 มีประสบการณ์ทางเพศหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในกลุ่มดังกล่าว ร้อยละ 42.0 มีประสบการณ์ความสัมพันธ์ชั่วคืน ร้อยละ 26.9 มีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการ ร้อยละ 18.9 มีการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และร้อยละ 15.7 เคยได้รับการตรวจเอชไอวี/เอดส์มาก่อนหน้าหนึ่งปี นอกจากนั้นความแตกต่างทางเพศและชนชาติพันธ์มีความแตกต่างทางพฤติกรรมเสี่ยงและพฤติกรรมทางเพศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนในกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 836 คนที่ได้ทำการตรวจเลือดประเมินทางความเสี่ยงพบว่า ผลการตรวจ anti-HIV I&II ไม่มีผู้ใดมีผลเป็นบวก ร้อยละ 6.4 มีผลบวกต่อ anti-HBs ร้อยละ1.9 มีผลบวกต่อ HBsAg และ ร้อยละ 0.2 มีผลบวกต่อ anti-HCV ผลการวิจัยโครงการย่อยที่ 2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ชาติพันธุ์อาข่า อายุเฉลี่ย 43.6 ปี มีสถานภาพสมรส นับถือพุทธ และมีอาชีพเกษตรและรับจ้างรายวัน มากกว่ากึ่งหนึ่งไม่ได้เรียนหนังสือ การเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ชาวขพบว่าเกือบทุกคนมีสถานพยาบาลตามสิทธิที่ตนสามารถรับยาต้านได้ แต่พบจำนวน 5 รายที่ยินดีจะรับยาในคลินิกและโรงพยาบาลเอกชนโดยมีค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000-8,000 บาท ต่อการรับยา 1 ครั้ง ในส่วนประสบการณ์การถูกตีตราจากการเปิดเผยสถานะการเป็นผู้ติดเชื้อ ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน/การเรียน การใช้ชีวิตในสังคม ส่วนการเข้ารับการรักษาประเภทผู้ป่วยในและการเข้าใช้บริการกรณีฉุกเฉินอยู่ในระดับที่ดีมาก รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการรักษาพยาบาลไม่ได้เป็นภาระต่อพวกเขา แต่พบว่าเวลา ระยะทาง ความสะดวก ฤดูกาล ลักษณะทางกายภาพของเส้นทางคมนาคมและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเดินทาง ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ ส่วนคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ชาวเขาพบว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ทั้งนี้ผู้ที่เปิดเผยสถานะการติดเชื้อรายงานว่าตนเคยมีประสบการณ์ถูกตีตราและกีดกันทางสังคมทุกรูปแบบ เช่น ถูกมองว่าเป็นพ่อแม่ไม่ดี ส่ำส่อนทางเพศจึงติดเอดส์ ถูกคนรอบข้างดูถูกแสดงความรังเกียจต่อหน้า ถูกป่าวประกาศต่อสาธารณชนว่าเป็นผู้ติดเชื้อและถูกกีดกันไม่ให้ทำงาน ในขณะที่ผู้ไม่เปิดเผยสถานะรายงานว่าตนไม่เคยมีประสบการณ์การถูกตีตราจากการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ควรพัฒนาโครงการส่งเสริมสุขภาพในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศและการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพในกลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอนาคต และสร้างแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมและเอื้ออำนวยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสได้สะดวกมากขึ้น เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงยาต้านไวรัส เป็นการเอื้อให้ผู้ติดเชื้อทุกคนได้รับยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง มีผลดีทางตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อ และลดโอกาสการพัฒนาไปเป็นเชื้อดื้อยาหรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสในอนาคต