ภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ การเข้าถึงบริการสุขภาพ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ในกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาอยู่ในเมือง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัจจุบันนี้สตรีกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยได้อพยพมาหารายได้ในเมือง ส่วนใหญ่มีการทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ โดยเฉพาะงานรับจ้างทั่วไป งานบ้าน งานเสริฟในร้านอาหาร หรืองานเร่ขายของตามแหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งชุมชน ด้วยความแตกต่างทางทางด้านภาษา ความเชื่อและการปฏิบัติตามประเพณีวัฒนธรรม จึงอาจจะมีผลต่อภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ การเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมทั้งพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นสุขภาพพื้นฐานทั้งในระดับบุคคลและระดับครอบครัว การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายภาวะเสี่ยง ปัญหาสุขภาพ การเข้าถึงบริการสุขภาพ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและวิจัยเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลหลักโดยวิธีสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามกับสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดจำนวน 427 คน ประกอบด้วย สตรีกะเหรี่ยง 111 คน สตรีม้ง 97 คน สตรีลาหู่ 101 คน และสตรีอาข่า 118 คน ซึ่งทำงานหลากหลายอาชีพ ทั้งในเขตเมืองและชานเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารและบุคลากรสุขภาพ ผู้นำชุมชนหรือแกนนำที่เกี่ยวข้องในการดูแลสุขภาพสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวนทั้งหมด 42 คนโดยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการประชุมกลุ่ม ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) สตรีกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน การไม่ใช้วิธีป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ การขาดการสื่อสารเรื่องเพศสัมพันธ์และการต่อรองทางเพศ สตรีประมาณหนึ่งในห้าระบุว่าไม่สามารถปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ แม้ตนเองไม่ต้องการ และสามในสี่ไม่เคยบอกสามี/คู่รักถึงความต้องการทางเพศของตน และส่วนใหญ่ไม่เคยคุยกับสามี/คู่รักถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่สตรีจะพูดได้ หากสตรีพูดถึงเรื่องนี้ สังคมมักมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี สตรีส่วนใหญ่ไม่ใช้วิธีป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ด้วยเหตุผลหลักคือไว้ใจสามี สตรีไทใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งเห็นว่าการใช้ถุงยางอนามัยไม่เหมาะสมสำหรับสามีภรรยา ขณะที่สตรีจำนวนหนึ่งเห็นว่า ใช้ถุงยางอนามัยเป็นการป้องกันไว้ ปลอดภัยดี นอกจากนี้สตรีไทใหญ่เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ภายใน 1 เดือนหลังคลอดซึ่งเป็นระยะพักฟื้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเนื่องจากสามีต้องการ 3) สตรีไทใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งมีปัญหาสุขภาพในระบบสืบพันธุ์โดยปัญหาที่พบมากคือ อาการปวดท้องน้อยและตกขาวหรือสิ่งที่ขับออกทางช่องคลอดผิดปกติ สตรีไทใหญ่ ร้อยละ 13 เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยผู้ที่ละเมิดทางเพศที่สำคัญคือนายจ้างและเพื่อน เกือบครึ่งหนึ่งของสตรีที่มีสามี/คู่รักแล้วมีสัมพันธภาพไม่ดีกับสามี/คู่รัก ร้อยละ 16 เคยถูกคู่รักหรือสามีทำร้ายร่างกาย โดยมีผู้ที่เคยบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นต้องไปรับการรักษาโรงพยาบาลสูงถึงร้อยละ 13 4) สตรีไทใหญ่ส่วนใหญ่เห็นว่าการคุมกำเนิดเป็นเรื่องของสตรี และไม่เคยปรึกษากับสามี/คู่รักในเรื่องการวางแผนครอบครัว สตรีส่วนใหญ่มีประสบการณ์เคยคุมกำเนิด โดยวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดคือยาเม็ดคุมกำเนิดและยาฉีดคุมกำเนิด อย่างไรก็ตามสตรียังมีความรู้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการใช้ยาและผลข้างเคียง ในกลุ่มสตรีไทใหญ่ที่เคยตั้งครรภ์ ร้อยละ 32 เคยตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผน และส่วนใหญ่จะตั้งครรภ์ต่อไป ขณะที่ร้อยละ 13 เคยทำแท้ง วิธีทำแท้งที่พบมากที่สุดคือ การบีบเค้นหรือนวดหน้าท้องโดยผู้ทำแท้งเป็นหมอพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการทำแท้งด้วยตนเอง เช่น การใช้ยาที่ออกฤทธิ์แรงๆ ผสมกับสุราพื้นบ้านใช้ดื่ม ส่วนการทำแท้งโดยบุคลากรในคลินิกมักใช้เครื่องดูดเข้าไปในโพรงมดลูก 5) ในภาวะปกติ สตรีส่วนใหญ่มีการปฏิบัติถูกต้องในเรื่องการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ การใช้และเปลี่ยนผ้าอนามัยขณะมีประจำเดือน แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจทั้งมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ส่วนในกรณีที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลของรัฐ สำหรับผู้ที่ไม่ฝากครรภ์ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าไม่มีเงิน สตรีจำนวนมากมีการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์เหมือนก่อนการตั้งครรภ์ สตรีไทใหญ่เกือบทั้งหมดนิยมไปคลอดที่โรงพยาบาล โดยเชื่อว่าน่าจะปลอดภัยดีกว่า แต่มีเพียงร้อยละ 49 ที่ได้รับการตรวจหลังคลอด สตรีส่วนใหญ่จะเลี้ยงดูบุตรเอง ร้อยละ 81 เลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา และ ร้อยละ 70 พาบุตรมารับบริการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีน 6) สตรีไทใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งซื้อยามารับประทานเองเมื่อมีปัญหาสุขภาพหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย แต่เมื่อมีปัญหาสุขภาพหรือเจ็บป่วยมากจะไปรับการตรวจรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ผู้มีสิทธิบัตรบางส่วนเท่านั้นที่ไปรับบริการจากสถานบริการสุขภาพที่ตนเองประกันสุขภาพด้วยเหตุผลว่าไม่สะดวกในการไปรับบริการ เมื่อสตรีมีปัญหาสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ สตรีส่วนใหญ่ซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนสตรีที่รับการตรวจรักษากับบุคลากรแผนปัจจุบัน แต่สตรีจำนวนหนึ่งรับการดูแลโดยหมอพื้นบ้าน โดยยาที่ใช้บ่อยเป็นยาสมุนไพรหรือยาแผนโบราณ สตรีประมาณครึ่งหนึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับบริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่มีอยู่ในสถานบริการที่ตนเลือกใช้ ซึ่งได้แก่ บริการเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว การตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอด ภาวะแท้งและภาวะแทรกซ้อน การป้องกันและรักษาปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์/โรคเอดส์ และการตรวจรักษาเกี่ยวกับมะเร็งระบบสืบพันธุ์ ในกลุ่มสตรีที่ทราบถึงบริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์นั้น มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่เคยใช้บริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง สำหรับสตรีที่เคยใช้บริการจากสถานบริการสุขภาพเกือบทั้งหมดมีความพึงพอใจในบริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ตรวจรักษา เวลา และสภาพแวดล้อมขณะตรวจรักษา ส่วนอุปสรรคในการรับบริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่สำคัญที่สุดได้แก่ ความลำบากใจที่จะได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ที่เป็นผู้ชาย รองลงมาคือ อายเพราะต้องเปิดเผยอวัยวะที่ควรปกปิด และไม่สะดวกในเรื่องการเดินทางมารับบริการตรวจรักษาในสถานบริการสุขภาพ จากผลการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยเสนอแนะให้หน่วยงานด้านบริการสุขภาพมีการประสานงานกับกระทรวงแรงงานในการต่อบัตรแรงงานและบัตรประกันสุขภาพ การจัดบริการสุขภาพเฉพาะแรงงานข้ามชาติ การพัฒนาบุคลากรสุขภาพให้มีการดูแลสุขภาพด้านอนามัยสำหรับแรงงานข้ามชาติสตรีที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาแกนนำแรงงานข้ามชาติสตรีเพื่อประสานงาน เป็นล่าม และเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพตนเองด้านอนามัยเจริญพันธุ์ การจัดอบรมบุคลากรสุขภาพและแกนนำในการพัฒนาสื่อและช่องทางในการสื่อสารที่สามารถเข้าถึง และจูงใจแรงงานข้ามชาติให้มีพฤติกรรมอนามัยเจริญพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม การให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ วิธีการดูแลสุขภาพตนเองด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และการใช้บริการสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติสตรีไทใหญ่ มีการชักจูงให้แรงงานมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองและการป้องกันภาวะเสี่ยงหรือปัญหาสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และการประสานงานระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย นักพัฒนา จากหน่วยงาน องค์กร และภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายของแรงงานข้ามชาติในแต่ละพื้นที่ ในเชื่อมต่องานเพื่อศึกษา ติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาเฉพาะพื้นที่ และปรับปรุงพัฒนางานด้านอนามัยเจริญพันธุ์สำหรับแรงงานข้ามชาติสตรีที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คำสำคัญ: การสื่อสารสุขภาพ เครือข่าย แกนนำสุขภาพ สื่อสุขภาพ สุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ กลุ่มชาติพันธุ์