แนวทางที่เหมาะสมต่อการป้องกันควบคุมโรคมาลาเรีย ในกลุ่มแรงงานต่างด้าวในพื้นที่อุบัติการณ์สูง จังหวัดระนอง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคมาลาเรียเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทยพม่า รูปแบบการป้องกันควบคุมโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าวในปัจจุบัน ยังไม่สามารถแก้ปัญหาโรคมาลาเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่ออุบัติการณ์ที่สูงอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีแนวทางพัฒนารูปแบบการป้องกันควบคุมโรคให้เหมาะสมกับปัญหาดังกล่าว การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ เพื่อทราบระบาดวิทยาของโรคมาลาเรีย และหาแนวทางพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการป้องกันควบคุมโรค พื้นที่การศึกษาคือพื้นที่อุบัติการณ์สูง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ ข้อมูลปฐมภูมิได้จากการสังเกตการณ์ ถ่ายภาพ สนทนากลุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มตัวอย่างแรงงานต่างด้าวซึ่งจำแนกตามอาชีพรับจ้าง 5 ประเภท จำนวน 20 คน และตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 18 คน ข้อมูลทุติยภูมิเกี่ยวกับระบาดวิทยา ได้จากรายงาน 506 ปี พ.ศ. 2553 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ระบาดวิทยาเชิงพรรณนาและการสรุปเชิงเนื้อหา ข้อมูลระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่าในภาพรวมอัตราป่วยในแรงงานต่างด้าวสูงกว่าคนไทย โดยผู้ป่วยแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 80) อายุ 25-44 ปี (ร้อยละ 37) อาชีพรับจ้างภาคเกษตร (ร้อยละ 63) สัดส่วนผู้ชายสูงกว่าหญิง 3 เท่า ในขณะที่อัตราการติดเชื้อ Plasmodium falciparum ต่อ Plasmodium vivax ใกล้เคียงกัน ข้อมูลกลุ่มตัวอย่างแรงงานต่างด้าว พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 80) อายุ 31-40 ปี (ร้อยละ 40) อาชีพรับจ้างภาคเกษตร (ร้อยละ 80) การศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 70) ในขณะที่การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเกี่ยวกับรูปแบบบริการ ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกบริเวณที่พักและค่าใช้จ่ายในการรับบริการสาธารณสุขเป็นอันดับต้นๆ อีกทั้งยังต้องการให้ ldquo;จุดบริการrdquo;อยู่ใกล้ที่พัก และมีการให้บริการเชิงรุก รวมถึงการสื่อสารที่เข้าใจและการใช้สื่อที่เหมาะสม สำหรับการศึกษาในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 2060 ปี เพศชายและหญิงมีจำนวนใกล้เคียงกัน และจบการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงปริญญาตรี การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพบว่า แนวทางการป้องกันควบคุมโรคมาลาเรียที่เหมาะสมคือการจัดทำโครงการป้องกันควบคุมโรคมาลาเรียที่จำเพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยการขับเคลื่อนของชุมชนผ่านการเสนอโครงการต่อสภาองค์การบริการส่วนตำบล เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขเป็นผู้สนับสนุนทางวิชาการด้านการเขียนโครงการ กำกับ ติดตาม ส่วนองค์กรเอกชนในพื้นที่เป็นผู้สนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาพม่าที่ใช้ในการบริการ รวมทั้งเป็นผู้ผลิตและสนับสนุนสื่อที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ ข้อค้นพบดังกล่าวสอดคล้องตามวัตถุประสงค์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาโรคมาลาเรียในแรงงานต่างด้าวทั้งในจังหวัดระนองและพื้นที่อื่นๆ ที่มีบริบทคล้ายกัน โดยเฉพาะพื้นที่ตะเข็บชายแดน และแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างภาคเกษตรกรรม