การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เหลือทิ้งจากการแปรรูปของกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เหลือทิ้งจาการแปรรูปที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ในพื้นที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ผลจากการวิจัยพบว่าการเพิ่มมูลค่าเปลือกมะม่วงหิมพานต์ด้วยเครื่องสกัดน้ำมัน (Cashew nut shell liquid) จากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ ด้วยเครื่องบีบอัดที่พัฒนาขึ้น ในเวลา 1 ชั่วโมงการทำงาน,uต้นทุนในการผลิตน้ำมัน (Cashew nut shell liquid) จากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ เท่ากับ 49.17 บาท/ชั่วโมง และเมื่อคิดต้นทุนในการผลิตน้ำมัน (Cashew nut shell liquid) จากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ในปริมาณ 1 กิโลกรัม คือ เครื่องสกัดน้ำมัน (Cashew nut shell liquid) จากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ มีประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันได้ในปริมาณ 3 กิโลกรัม/ชั่วโมง ดังนั้นจึงมีต้นทุนการผลิตมีค่ากับ 16.39 บาท/กิโลกรัม ซึ่งราคาน้ำมันจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ กิโลกรัมละ 50 บาท นั้นก็เท่ากับว่าจะทำให้ผู้ผลิตมีรายได้เท่ากับ 150 บาท/ชั่งโมง ดังนั้นหากมีการผลิตเพื่อจำหน่ายผู้ผลิตน้ำมันจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ จะมีกำไรเมื่อหักต้นทุนการผลิตจะมีกำไรคิดเป็น 33.61 บาท/กิโลกรัม เมื่อทำการวิเคราะห์ผลตอบแทนโดยอาศัยข้อมูลจากการที่เครื่องสกัดน้ำมัน (Cashew nut shell liquid) จากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ มีประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันได้ในปริมาณ 3 กิโลกรัม/ชั่วโมง โดยทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เฉลี่ย 6 วันต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 2,500 ชั่วโมง/ปี จะทำให้มีกำลังการผลิตสกัดน้ำมัน (Cashew nut shell liquid) จากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ 7,500 กิโลกรัม/ปี ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนสุทธิเท่ากับ 187,250 บาท และมีค่าใช้จ่ายรวมค่าใช้จ่ายต่อปี 165,713 บาท โดยผู้ผลิตจะมีรายได้ต่อปีจาการขายน้ำมันสกัดฯที่ผลิตได้ 7,500 กิโลกรัม/ปี (ราคา 50 บาท/กิโลกรัม) เท่ากับ 375,000 บาท/ปี ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายจากลงทุนแล้วจะมีรายได้สุทธิจากการผลิตน้ำมันสกัด (Cashew nut shell liquid) เท่ากับ 209,287 บาท/ปี และจากการวิเคราะห์ระยะเวลาในการคืนทุนแล้วผู้ผลิตจะมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 0.89 ปี หรือ 10.73 เดือน และการเพิ่มมูลค่าเปลือกมะม่วงหิมพานต์ ด้วยการใช้เครื่องผลิตเชื้อเพลิงประเภทถ่านอัดแท่งจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ เมื่อคิดต้นทุนการผลิตถ่านอัดแท่งจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ ในปริมาณ 1 กิโลกรัมจะมีต้นทุนในการผลิตเท่ากับ 8.11 บาท/กิโลกรัม ซึ่งถ่านอัดแท่งที่จำหน่ายโดยทั่วไปจะมีราคาขายที่กิโลกรัมละ 12 บาท ดังนั้นหากมีการผลิตเพื่อจำหน่ายผู้ผลิตถ่านอัดแท่งจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ จะมีกำไรเมื่อหักต้นทุนการผลิตเท่ากับ 3.89 บาท/กิโลกรัม เมื่อทำการวิเคราะห์ผลตอบแทนโดยการอาศัยข้อมูลการทดสอบเครื่องผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ที่สร้างขึ้น ซึ่งมีอัตราการอัดแท่ง 60 กิโลกรัม/ชั่วโมง หรือผลิตถ่านได้ 15 กิโลกรัม/ชั่วโมง โดยทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เฉลี่ย 6 วันต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 2,500 ชั่วโมง/ปี จะทำให้มีกำลังการผลิตถ่านเชื้อเพลิงอัดแท่งจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ 37,500 กิโลกรัม/ปี ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนสุทธิเท่ากับ 96,300 บาท และมีค่าใช้จ่ายรวมค่าใช้จ่ายต่อปี 244,982 บาท โดยผู้ผลิตจะมีรายได้ต่อปีจาการขายถ่านเชื้อเพลิงอัดแท่งจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ ที่ผลิตได้เท่ากับ 450,000 บาท/ปี ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายจากลงทุนแล้วจะมีรายได้สุทธิจากการผลิตถ่านเชื้อเพลิงอัดแท่งจากเปลือกมะม่วงหิมพานต์ เท่ากับ 205,018 บาท/ปี และจากการวิเคราะห์ระยะเวลาในการคืนทุนแล้วผู้ผลิตจะมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 0.46 ปี หรือ 5.6 เดือน