การเพิ่มพื้นที่สีแดงบนผิวผลมะม่วงพันธุ์มหาชนกในระยะก่อนการเก็บเกี่ยว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ตำแหน่งผลบนต้นมีอิทธิพลต่อการเกิดพื้นที่แต้มสีแดงบนผิวผลของมะม่วงพันธุ์มหาชนกจากแหล่งปลูกในตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยผลจากการศึกษาพบว่าผลมะม่วงที่ติดผลอยู่ภายนอกทรงพุ่มมีพื้นที่แต้มสีแดงบนผิวผลมากกว่า (P?0.05) ผลที่ติดผลอยู่ภายในทรงพุ่ม2.01 ถึง 4.05 เท่า จากการศึกษากับผลมะม่วงในฤดูการผลิต 2556 และ 2557 ตามลำดับ ผลมะม่วงที่ติดผลทุกตำแหน่งของทรงพุ่มและทุกทิศของทั้งในและนอกฤดูการผลิตทั้งสองปีในระยะเก็บเกี่ยว (ผลมีอายุ 110 วันหลังดอกบาน) มีปริมาณน้ำหนักแห้งระหว่าง 20-23% และมีคุณภาพทางเคมี (ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ ปริมาณกรดที่ไตเตรทได้ และวิตามินซี) ไม่แตกต่างกัน ผลมะม่วงในฤดูการผลิต 2556 ที่ติดผลในทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตกมีพื้นที่แต้มสีแดงบนผิวผลไม่แตกต่างกัน และผลมีขนาดและคุณภาพทางเคมีของเนื้อผลไม่แตกต่างกัน (P>0.05) อย่างไรก็ตาม ผลมะม่วงในฤดูการผลิต 2557 ที่ติดผลในทิศตะวันออกมีพื้นที่แต้มสีแดงบนผิวผลมากกว่า (P?0.05) ผลในทิศเหนือ ใต้ และตะวันตก 2.07 2.91 และ 3.83 เท่า ตามลำดับ การเพิ่มพื้นที่สีแดงบนผิวผลมะม่วงพันธุ์มหาชนก ดำเนินการโดยการฉีดพ่นสารละลาย n-propyl dihydrojasmonate (PDJ) ความเข้มข้น1,000 ppm และ/หรือซูโครส ความเข้มข้น 10% จำนวน 2 ครั้ง ให้แก่ผลบนต้นในขณะที่มีอายุ 75 และ 85 วันหลังดอกบาน ซึ่งเป็นผลมะม่วงที่ติดผลบริเวณภายในทรงพุ่ม เปรียบเทียบกับผลที่อยู่ภายนอกทรงพุ่ม ซึ่งผลมะม่วงชุดควบคุมทั้งที่อยู่ภายนอก และภายในทรงพุ่มเป็นผลที่ไม่ได้รับการฉีดพ่นสารละลายใดๆ การฉีดพ่นสารละลาย PDJ ซูโครส หรือสารละลาย PDJ ร่วมกับซูโครสให้แก่ผลมะม่วงที่อยู่ภายในทรงพุ่มและมีอายุ 75 และ 85 วันหลังดอกบาน ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่แต้มสีแดงบนผิวผลได้เมื่อผลเจริญเติบโตจนมีอายุ 110 วันหลังดอกบาน ซึ่งเป็นระยะเก็บเกี่ยวทางการค้า เช่นเดียวกันกับผลมะม่วงชุดควบคุมที่อยู่ภายในทรงพุ่ม (ไม่ได้รับการฉีดพ่นสารละลายใดๆ) ทั้งสองฤดูการผลิต การศึกษาข้อมูลด้านวิธีการจัดการของเกษตรกร และผู้รวบรวมผลผลิตในท้องถิ่นต่อผลมะม่วงพันธุ์นี้ตั้งแต่ระยะเก็บเกี่ยว ระยะหลังการเก็บเกี่ยว การจัดการด้านการขนส่ง และเส้นทางการขนส่งผลิตผลจากจังหวัดกาฬสินธุ์ก่อนการส่งออก พบว่าเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลมะม่วงด้วยการใช้แรงงานคน และปลิดขั้วผลด้วยมือ หรือตัดขั้วผลด้วยกรรไกร โดยก่อนการเก็บเกี่ยว ผู้เก็บเกี่ยวจะสุ่มผลมะม่วงจากต้นเพื่อทดสอบความแก่ของผลด้วยวิธีการจม/ลอยในน้ำที่บรรจุในภาชนะขนาดเล็ก และการดูลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สีผิวผลที่อ่อนลง สีที่เข้มขึ้นของเลนติเซลบนผิวผล การมีไหล่ผลกว้าง ความอวบใหญ่ของแก้มผล และการมีนวลบนผิวผล การจัดการในระยะหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรคือ การตัดขั้วผลให้สั้นลง (2-3 ซม.) การคัดแยกผลที่เริ่มสุก (ผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง) ออกจากผลดิบ (ผิวผลสีเขียวอ่อน) และผลที่มีขนาดเล็ก หรือมีรูปทรงผิดปกติ และการบรรจุผลในตะกร้าพลาสติกขนาดบรรจุประมาณ 22 กิโลกรัม เพื่อส่งจำหน่ายให้แก่ผู้รวบรวมผลผลิตในท้องถิ่นต่อไป ซึ่ง เกษตรกรมักเป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกันกับผู้รวบรวมผลผลิตในท้องถิ่น หรือเป็นเครือญาติกัน ส่วนผลสุก เกษตรกรแยกไว้เพื่อจำหน่ายแก่พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อผลผลิตเพื่อการจำหน่ายภายในประเทศ ผู้รวบรวมผลผลิตในท้องถิ่นดำเนินการตรวจสอบความแก่ของผลมะม่วงด้วยวิธีการจม/ลอยน้ำ และการคัดแยกชั้นคุณภาพ (เกรด) ตามน้ำหนักผล ผลมะม่วงที่เกษตรกรนำมาจำหน่าย โดยจัดแบ่งเป็น 4 เกรด ตามเกณฑ์ของน้ำหนักผล ได้แก่ เกรดดีเยี่ยม (A) เกรดดี (B) เกรดปานกลาง (C) และเกรดด้อย (D) โดยเกรด A เป็นผลที่มีขนาดใหญ่ (มากกว่า 350 กรัม) และผิวผลมีพื้นที่แต้มสีแดงชัดเจน ส่วนเกรดอื่นๆ ผิวผลไม่มีแต้มสีแดง และเป็นผลที่มีขนาดเล็กลงมาตามลำดับ ผลเกรด A และ B เป็นผลที่จำหน่ายให้แก่บริษัทอบไอน้ำมะม่วงเพื่อการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วนผลเกรด C และ D เป็นผลมะม่วงที่ผู้รวบรวมผลผลิตในท้องถิ่นส่งจำหน่ายให้แก่พ่อค้ารับซื้อเพื่อตลาดภายในประเทศ และบริษัทแปรรูปมะม่วงเพื่อการส่งออก ผลมะม่วงเกรด A ระยะเก็บเกี่ยวทั้งฤดูการผลิต 2556 และ 2557 มีน้ำหนักผล ความหนาของแก้มผล และ/หรือพื้นที่แต้มสีแดง มากกว่า (P?0.05) ผลเกรด B และ C ตามลำดับ แต่เนื้อผลไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) ด้านความแน่นเนื้อ และคุณภาพทางเคมี ส่วนในระยะผลสุก ผลมะม่วงทุกเกรดมีปริมาณการสูญเสียน้ำหนักสะสมระหว่างการสุกในสภาพห้อง 5.81 ถึง 6.19% และที่ 25?C ในปริมาณ 8.43 ถึง 9.27% ผลมะม่วงทุกเกรดสุกในสภาพห้อง และที่ 25?C ในระยะเวลา 7.4 ถึง 7.7 วัน และ 7.0 ถึง 7.2 วัน ตามลำดับ ผลมะม่วงที่ผ่านการอบไอน้ำทุกเกรดมีคุณภาพทางเคมี และระยะเวลาการสุกไม่แตกต่างกัน (P>0.05) เมื่อเปรียบเทียบในสภาพการเก็บรักษาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเก็บรักษาผลมะม่วงในสภาพอุณหภูมิต่ำ (12?1 และ/หรือ 25?1?C) สามารถชะลอการสุกของผลได้ประมาณ 1 และ 5-10 วัน ตามลำดับ (ยกเว้นผลเกรด C) และลดปริมาณการสูญเสียน้ำหนักของผลระหว่างการสุกได้ นอกจากนี้ ผลมะม่วงที่เก็บรักษาในสภาพอุณหภูมิต่ำ (12?1?C) มีปริมาณแคโรทีนอยด์น้อยกว่า และมีปริมาณกรดที่ไตเตรทได้มากกว่าผลมะม่วงที่เก็บรักษาในสภาพที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น