การใช้ปุ๋ยแคลเซียมและโบรอนในการปรับปรุงคุณภาพมะม่วง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปุ้ยที่มีต่อคุณภาพมะม่วง เป็นการทดลอง กับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ในสวนของเกษตรตรกร ตำบลหมูสี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อคสมบูรณ์ (RCBD) ประกอบด้วย 5 ตำรับ 6 ซ้ำ ได้แก่ T1 (ควบคุม) T2 (ใส่ยิปซัมทางดิน) T3 (ใส่ยิปชัมทางดินร่วมกับฉีดพ่นแคลเซียมคลอไรด์ทางผล) T4 (ใส่ยิปชัปชัมทางดิน ร่วมกับฉีดพ่นแคลเซียมคลอไรด์และโบรอนทางผล) และ T5 (จืดพ่นแคลเซียมคลอไรด์และโบรอนทางผล) ก่อนวางตำรับทดลองได้เก็บตัวอย่างดิน (ความลึก 0-20 เซนติเมตร) และตัวอย่างใบมะม่วง (อาย 4-6 เดือน) เพื่อวิเคราะห์สมบัติพื้นฐานของดินและปริมาณธาตุอาหารในใบมะม่วง ทั้งนี้ เพื่อหาปริมาณปูนกับ ยิปชัมที่จะใสในแต่ละต้น และเก็บตัวอย่างดินกับตัวอย่างใบมะม่วงเพื่อนำมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ อีกครั้งหนึ่งภายหลังจากใส่ปูนและยิปซัม เริ่มฉีดพ่นปุ้ยแคลเซียมคลอไรด์และ/หรือโบรอน เมื่อมะม่วงติด ผลได้ 2 สัปดาห์ โดยฉีดพ่นทั้งหมด 6 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ใน 3 ครั้งแรก และทุกๆ 2 สัปดาห์ในครั้งที่ 3 ถึงครั้งที่ 6 ความเข้มข้นของปัยคือ 2% CaCl, และ 0.15% Solปbor อัตราการฉีดพ่นต้นละ 10 ลิตร เก็บ ผลมะม่วงเมื่อถึงเวลาผลแก่เก็บเกี่ยว นำมาวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในเนื้อ เปลือก และวิเคราะห์ คุณภาพผลมะม่วง (องศาบริกซ์ ความเป็นกรดทั้งหมด ความกว้าง ความยาว เส้นผ่าศูนย์กลาง และ น้ำหนักผลมะม่วงสุก) ทุกตำรามทดลองเป็นดินร่วนปนทราย ความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (CEC) ต่ำกว่า 10 cmol (+) kg ก่อนการใส่ปูนและยิปชัม ดินเป็นกรดจัดมากถึงเป็นกลาง (pH ดิน : น้ำ = 1:1 อยู่ใน พิสัย 4.75-6.77) ค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายดิน (EC ดิน : น้ำ = 1:1) ค่อนข้างต่ำ (120-314 US cm) อินทรียวัตถุปานกลาง (1.44-1.77%) ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูง (108-157 mg kg) โพแทสเชียมและ แมกนีเซียมที่สกัดได้ปานกลางถึงสูง (124-172 และ 71.5-121.5 mg kg ตามลำดับ) แคลเซียมที่สกัดได้ ปานกลางถึงสูง (481-897 mg kg) เหล็กที่สกัดได้สูงมาก (57.5-94.7 mg kg") แมงกานีสที่สกัดได้ปาน กลางถึงสูง (9.95-26.1 mg kg) ทองแดง สังกะสีและโบรอนที่สกัดได้ปานกลาง (0.30-0.74, 1.19-1.92 และ 0.26-0.47 mg kg ตามลำดับ ) หลังการใส่ปูน สมบัติพื้นฐานของดินทุกตำรับทดลองมีความผันแปรไม่มากนัก ปฏิกิริยาดินกรด จัดมากถึงเป็นกรดจัด (pH 4.68-5.29) การนำไฟฟ้าของสารละลายดินอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (EC 228-328 45 cml) อินทรียวัตถุส่วนใหญ่ลดลงจากเดิมเล็กน้อย (1.10-1.63%) ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงกว่าที่พบ ในดินก่อนการใส่ปูนและยิปซัม (146-205 mg kg) เช่นเดียวกับโพแทสเซียม (146-205 mg kg) และ แคลเซียม (515-871 mg kg) แมกนี้เซียมลดลงจากเดิม (57.4-93.4 mg kg) จุลธาตุประจบวกทุกธาตุ มีปริมาณลดลงจากเดิม(Fe : 45.3-78.6, Mn : 9.4-19.5, Cu : 0.22-0, Zn : 0.71-1-1.00 mg kg") ในขณะที่โบรอนไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก (0.39-0.46 mg kg) ปริมาณธาตุอาหารในใบมะม่วงก่อนการใส่ปูนและยิปชัม มีเฉพาะโพแทสเซียมกับเหล็กเท่านั้นที่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (0.43-0.69% K และ 22.7-35.5 mg Fe kg) และส่วนใหญ่ โพแทสเซียมมีปริมาณอยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน ยกเว้นตำรับทดลอง T1 ที่ต่ำกว่า ในขณะที่ปริมาณเหล็กต่ำ กว่าช่วงค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นตำต้ารับทดลอง ที่สูงกว่า ทุกตำรับทดลองมีในโตรเจนและฟอสฟอรัสอยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน (1.26-1.44% และ 0.11- 0.13% ตามลำดับ) แคลเซียมต่ำกว่าช่าช่วงค่ามาตรฐาน (1.53-1.67%) แมกนีเซียมส่วนใหญ่ต่ำกว่ากว่าช่วงค่า มาตรฐาน ยกเว้นตำรับ T3 และ T5 แมงกานีสส่วนใหญ่สูงกว่าช่วงค่ามาตรฐาน ยกเว้นตำรับตำรับทดลอง T4 ที่ อยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน จุลธาตุอื่นมีปริมาณต่ำกว่าช่วงค่ามาตรฐานทุกทำรับทคลอง ปริมาณธาตุอาหารในใบมะม่วงหลังการใส่ปูนและยิปซัม พบว่า แคลเซียม เหล็ก และทองแดง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แคลเซียมในทุกตำรับทดลองยังคงต่ำกว่าช่วงค่ามามาตฐาน (1.27- 1.67%) และส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำกว่าเดิม ทองแดงต่ำกว่าช่วงค่ามาตรฐาน (2.04-4.52 mg kg") และ ส่วนใหญ่มีปริมาณมากขึ้น เหล็กมีทั้งอยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน (ตำรับทดลอง T3, T4 และ T5) และสูงกว่า (ตำรับ T1 และ T2) ปริมาณที่พบเพิ่มขึ้นขึ้นจากเดิม ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสไม่ต่างจากเดิมมากนักและอยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน (1.32-1.43% และ 0.11-0.13% ตามลำดับ) โพแทสเซียมและและแมกนี่เซียมอยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน โดยโพแทสเซียมเพิ่มขึ้นจาก เดิม (0.74-0.87%) ส่วนแมกนี่เซียมไม่ต่างจากเดิมมากนัก (0.18-0.21%) แมงกานีสมีปริมาณมากขึ้น และสูงกว่าช่วงค่ามาตรฐาน โบรอนและสังกะสีสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยสังกะสีส่วนใหญ่อยู่ในช่วงค่า มาตรฐาน ในขณะที่โบรอนส่วนใหญ่ต่ำกว่าช่วงค่ามาตรฐานการใส่ปูนและยิปซัมทำให้ปริมาณโพแทสเซียมในใบมะม่วงเพิ่มขึ้น และอยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน แคลเซียมส่วนใหญ่ลดลงและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แมกนีเซียมไม่ต่างจากเดิมมากนัก และอยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน เหล็กเพิ่มขึ้นจากเดิมและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แมงกานีส เพิ่มขึ้นและสูงกว่าช่วงค่ามาตรฐาน ทองแดงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้ว่าปริมาณที่พบจะ ต่ำกว่าช่วงค่ามาตรฐานก็ตาม สังกะสีเพิ่มขึ้นจากเดิมและส่วนใหญ่อยู่ในช่วงค่ามาตรฐาน โบรอนเพิ่มขึ้น จากเดิม แต่ส่วนใหญ่ต่ำกว่าช่วงค่ามาตรฐาน การใส่แคลเซียมและโบรอนทำให้ปริมาณแคลเซียม แมกนีเซียม ทองแดง และโบรอนในเนื้อ มะม่วงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตำรับทดลอง T5 มีแคลเซียมในเนื้อมะม่วงต่ำที่สุด ในขณะที่ ตำรับทดลอง T1 และ T4 มีปริมาณสูงที่สุด ส่วนการใส่ยิปซัมทางดินเพียงอย่างเดียว (ตำรับทดลอง T2) หรือใส่ร่วมกับแคลเซียมคลอไรด์ทางผล (ตำรับทดลอง T3) ไม่ทำให้ปริมาณแคลเซียมในเนื้อมะม่วง แตกต่างกัน นอกจากนี้ การใส่ยิปชัมทางดินเพียงอย่างเดียว (T2) ไม่ทำให้ปริมาณแมกนีเซียมในเนื้อ มะม่วงสุกแตกต่างจากตำรับควบคุม (T1) และมีปริมาณสูงกว่าที่พบในตำรับทดดลอง T3, T4 และ T5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยที่ตำรับ T3, T4 และ T5 ไม่แตกต่างกันทางสถิติ โบรอนในเนื้อมะม่วงสุก ของตำรับที่การใส่ยิปซัมทางดินร่วมกับฉีดพ่นแคลเซียมคลอไรด์และโบรอนทางผล (T4) ปริมาณสูงที่สุด และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับตำรับอื่น การใส่แคลเซียมคลอไรด์และโบรอนไม่มีผลต่อคุณภาพของผลมะม่วง ดังจะเห็นได้จากทุกตำรับ ทดลองไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติขององศาบริกซ์ ความเป็นกรดทั้งหมด สีเนื้อ สีเปลือก น้ำหนักผลสุก ความกว้าง ความยาว ความหมหนา และเส้นรอบวงของผลมะม่วง