การศึกษาปรับปรุงดินกรด(กลุ่มชุดดินที่ 22)เพื่อลดการขาดธาตุแคลเซียม ที่มีผลต่อโรคผลเน่าแห้งดำ (Blossom end rot) ของมะเขือเทศ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาปรับปรุงดินกรด(กลุ่มชุดดินที่ 22)เพื่อลดการขาดธาตุแคลเซียมที่มีผลต่อโรคผลเน่าแห้งดำ (Blossom end rot) ของมะเขือเทศ ดำเนินการทดลองที่ บ้านศาลา หมู่ 3 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง เดือนตุลาคม 2554 ถึง เดือนกันยายน 2556 รวมระยะเวลา 3 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาหาวิธีการปรับปรุงดินกรดที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาโรคผลเน่าแห้งดำของมะเขือเทศ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Randomized Complete Block Design) ประกอบด้วย 6 วิธีการทดลอง จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วย วิธีการที่ 1 แปลงควบคุม ไม่มีการใส่ปัจจัย วิธีการที่ 2 ใส่ปุ๋ยแคลเซียมในอัตราแนะนำ วิธีการที่ 3 ใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน วิธีการที่ 4 ใส่ปุ๋ยแคลเซียมครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำร่วมกับการใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน วิธีการที่ 5 ใส่ปุ๋ยหมักร่วมกับการใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน และวิธีการที่ 6 ใส่ปุ๋ยแคลเซียมครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำร่วมกับปุ๋ยหมักและการใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลการทดลอง พบว่า วิธีการที่มีใช้ปุ๋ยหมักและการใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน ติดต่อกัน 3 ปี มีผลทำให้ระดับความเป็นกรดของดินมีแนวโน้มลดลง อยู่ในช่วงระหว่าง 5.6-5.8 ปริมาณอินทรียวัตถุมีปริมาณเพิ่มขึ้น เป็น 1.43-1.69 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง เนื่องจากดินมีสภาพเป็นกรดการใส่ปุ๋ยหมักในดินกรดเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ส่งผลให้ปริมาณและกิจกรรมจุลินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในทุกวิธีการทดลองมีปริมาณค่อนข้างสูง โดยมีค่าระหว่าง 31.3-37.6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับดินก่อนการทดลองให้ค่าใกล้เคียงกัน ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ มีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 41.6-55 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปริมาณแคลเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ มีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีการใส่ปัจจัยการปรับปรุง เช่น ปุ๋ยหมัก ปูน โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 135-233 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง ส่วนปริมาณแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ยังคงมีระดับต่ำเหมือนกัน ไม่แตกต่างจากดินก่อนการทดลอง ให้ค่าเท่ากับ 11.3-14.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนด้านการเจริญเติบโตและผลผลิตของมะเขือเทศ พบว่า ทุกวิธีการทดลองไม่ทำให้ค่าความสูงของมะเขือเทศที่อายุ 60 , 90 วัน และจำนวนผลต่อต้น ทั้ง 3 ปี แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่ของมะเขือเทศ ปีการทดลองที่ 1 วิธีการที่ไม่มีการใส่ปัจจัย (วิธีการที่ 1)ให้ผลผลิตสูงที่สุด คือ 810 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมีค่าไม่แตกต่างกับทั้ง 5 วิธีการทดลองมากนัก ส่วนปีการทดลองที่ 2 และ 3 ดินเริ่มปรับสภาพการปรับปรุงด้วยปัจจัยต่าง ๆ อาทิเช่น การใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยแคลเซียม ในอัตราต่าง ๆ ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น โดยวิธีการที่ 2 ให้ปุ๋ยแคลเซียมทางใบ ให้ผลผลิตต่อไร่มากที่สุด เท่ากับ 991 กิโลกรัมต่อไร่ ในปีการทดลองที่ 2 และการใส่ปุ๋ยแคลเซียมทางใบในอัตราครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำร่วมกับการใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 4) ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในปีการทดลองที่ 3 เท่ากับ 1,235 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อพิจารณาถึงค่าเฉลี่ยของผลผลิตต่อไร่ของมะเขือเทศทั้ง 3 ปีการทดลอง พบว่า วิธีการให้ปุ๋ยแคลเซียมทางใบ ร่วมกับการใส่ปูนตามค่าวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 4) ให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยสูงที่สุด และปริมาณผลของมะเขือเทศที่เป็นโรคผลเน่าแห้งดำพบน้อยมาก ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ อาการของโรคไม่ชัดเจน กระจายอยู่ในทุกวิธีการทดลอง