การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับการใช้ปูนและจุลินทรีย์ควบคุมสาเหตุของโรคพืช เพื่อเพิ่มผลผลิตพริกขี้หนู ในกลุ่มชุดดินที่ 33
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับการใช้ปูนและจุลินทรีย์ควบคุมสาเหตุของโรคพืช เพื่อเพิ่มผลผลิตพริกขี้หนู ในกลุ่มชุดดินที่ 33 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับการใช้ปูนและจุลินทรีย์ควบคุมสาเหตุของโรครากเน่าและโคนเน่า เพื่อเพิ่มผลผลิตพริกขี้หนู ในกลุ่มชุดดินที่ 33 และศึกษาสมบัติทางเคมีของดินจากการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับการใช้ปูนและจุลินทรีย์ควบคุมสาเหตุของโรคพืช (พด.3) ทำการวิจัยร่วมกับเกษตรกรเจ้าของแปลง ชื่อนายวัฒน์ชัย อินทร์อารีย์ หมอดินอาสาประจำตำบลท่าบัว ที่ตั้งแปลงหมู่ที่ 2 ตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร พิกัด E 637854 N 1778532 ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2554 ถึงเดือนกันยายน 2555 โดยวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 7 ตำรับการทดลอง ได้แก่ ตำรับที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีวิธีเกษตรกร ตำรับที่ 2-7 ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยตำรับที่ 3 , 6 และ 7 มีการใส่ปูน (อัตราตามค่าวิเคราะห์ความต้องการปูน) ตำรับที่ 4 และ 6 ใส่ร่วมกับปุ๋ยหมัก อัตรา 100 ก.ก. ต่อไร่ และตำรับที่ 5 และ 7 ใส่ปุ๋ยหมัก (ที่ขยายเชื้อ พด.๓) อัตรา 100 ก.ก. ต่อไร่ สมบัติทางเคมีของดินแปลงทดลอง คือดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 5.4 ซึ่งอยู่ในระดับกรดจัด ปริมาณอินทรียวัตถุอยู่ในระดับปานกลาง คือ 2.50 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ คือ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และปริมาณธาตุโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้อยู่ในระดับต่ำ คือ 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม การใส่ปุ๋ยในการปลูกพริกขี้หนู ปริมาณธาตุอาหารตามวิธีเกษตรกรเท่ากับ 24-16-16 ก.ก. N-P2O5-K2O / ไร่ ส่วนปริมาณธาตุอาหารตามค่าวิเคราะห์ดินเท่ากับ 18-8-16 ก.ก. N-P2O5-K2O / ไร่ ผลการศึกษาพบว่า การเจริญเติบโตด้านความสูงของต้นพริกระยะหลังปลูก 20 วัน ระยะออกดอกและระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติทุกตำรับการทดลอง การวิเคราะห์อัตราการรอดตายของพริก ในปีที่ 2 ตำรับทดลองที่ใส่ปูนร่วมกับปุ๋ยหมัก (ที่ขยายเชื้อ พด.3) (T7) มีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่งกับตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีวิธีเกษตรกร (T1) ตำรับทดลองที่ใส่ปูนร่วมกับปุ๋ยหมัก (ที่ขยายเชื้อ พด.3) (T7) มีอัตราการรอดตายหลังปลูก 20 วัน สูงสุด สมบัติทางเคมีของดินหลังการปลูกพริก ทั้ง 2 ปีปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และปริมาณธาตุโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติในแต่ละตำรับทดลอง แต่ค่าความเป็นกรดด่างของดิน หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ปีที่ 2 ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ใส่ปูน ใส่ปุ๋ยหมักและใส่ปุ๋ยหมัก (ที่ขยายเชื้อ พด.3) (T3 - T7) มีค่าความเป็นกรดเล็กน้อย มีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง กับตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามวิธีเกษตรกรและใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน (T1 - T2) ที่มีค่าความเป็นกรดปานกลาง การทดลองปลูกพริก ปีที่ 1 และปีที่ 2 ผลผลิตจากการเก็บพริกครั้งที่1 2 และ 3 ทุกตำรับการทดลองไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่ผลผลิตรวมจากการเก็บผลผลิตทั้ง 3 ครั้ง ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามวิธีเกษตรกร (T1) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับปุ๋ยหมักและปุ๋ยหมัก(ที่ขยายเชื้อ พด.3) ตำรับทดลองที่ใส่ปูนร่วมกับปุ๋ยหมักและปุ๋ยหมัก (ที่ขยายเชื้อ พด.3) (T4 - T7) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติกับตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินและตำรับที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับปูน (T2 - T3) ปีที่1 ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับปุ๋ยหมัก (ที่ขยายเชื้อ พด.3) (T7) ให้ผลผลิตพริกสูงที่สุด2,188 ก.ก./ไร่ และตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน (T2) ให้ผลผลิตต่ำที่สุด 1,269 ก.ก./ไร่ ปีที่ 2 ตำรับทดลองที่ใส่ปูนร่วมกับปุ๋ยหมัก(ที่ขยายเชื้อ พด.3) (T7) ให้ผลผลิตสูงสุด 1,959 ก.ก./ไร่ และตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน (T2) ให้ผลผลิต 1,407 ก.ก./ไร่