การศึกษาองค์ประกอบสารสกัดและการประยุกต์ใช้น้ำมันหอมระเหยจากมะไฟจีน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
มะไฟจีนในจังหวัดน่านมีสองลักษณะคือผลกลมและผลแหลม โดยลักษณะทั้งสองจะสังเกตได้ชัดเจนจากผลของมะไฟจีนที่โตเต็มที่ เมื่อทำการกลั่นด้วยไอน้ำพบว่าปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่ได้มีปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ส่วนประกอบของมะไฟจีน และเวลาในการกลั่น จากการศึกษาพบว่า ส่วนของเมล็ดสายพันธุ์ผลแหลมให้ปริมาณน้ำมันหอมระเหยมากที่สุด และเมื่อใช้เวลาในการกลั่นเป็นเวลา 3 ชั่วโมงให้ปริมาณน้ำมันหอมระเหยมากที่สุด เมื่อศึกษาองค์ประกอบด้วยเทคนิคแก๊สโคมาโทรกราฟี-แมสเปกโทรเมตรี (GC – MS) พบว่าในเมล็ด เปลือกของผล และใบของทั้งสองสายพันธุ์แตกต่างกัน โดยเมล็ดทั้งสองสายพันธุ์มีความแตกต่างกันคือสายพันธุ์ผลกลมมี (+)-sabinene (49.99 %), limonene (20.65 %), p-menth-1-en-4-ol (9.21 %) และ alpha-pinene (2.38 %) สำหรับสายพันธุ์ผลแหลมมี (+)-sabinene (59.13 %), beta-phellandrene (9.81 %), 4-isophylbicyclo (3.1.0) hexan-2-one (4.27 %) และ alpha-pinene (2.38 %) ในส่วนของใบพบว่ามีองค์ประกอบที่แตกต่างกันดังนี้ สายพันธุ์ผลกลม ประกอบด้วย 3-hexen-1-ol (19.20 %), cinnamene (8.48 %), benzaldehyde (7.51 %), alpha-santatol (7.34 %), 4-terpineol(7.20 %) และ 4,4,8-trimethyltricyclo[6.3.1.0 (1,5)] dodecane-2,9-diol (6.30 %) สำหรับสายพันธุ์ผลแหลม มีองค์ประกอบหลักคือ 3-hexen-1-ol (17.12 %), diiso-octyl-phathalaie (13.48 %), cinnamene (10.10 %), alpha-santatol (7.82 %) และ benzaldehyde (6.68 %) ในเปลือกของผลพบว่าทั้งสองสายพันธุ์เหมือนกันซึ่งเป็นกลุ่มของ monoterpene ประกอบด้วย beta-phellandrene, cryptone, และ alpha-pinene จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าสารที่พบในมะไฟจีนมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ และสามารถไล่ด้วงงวงและมอดแป้งมากได้ดี ซึ่งจะทำการทดสอบฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยจากมะไฟจีนในงานวิจัยต่อยอดในอนาคตต่อไป